



เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่ ‘ธาริต เพ็งดิษฐ์’ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมเปิดปากตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับครอบครัวของเหยื่อจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 เพื่อเล่าข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคดี ‘สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 99 ศพ’ เมื่อช่วงปี 2553 ในสมัยรัฐบาลของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาถูก ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ฟ้องดำเนินคดีฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 กรณีดำเนินคดี ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ฐานสั่งฆ่าประชาชน
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ ‘ธาริต’ อ้างว่าเขาถูก ‘ทหารชั้นผู้ใหญ่’ ที่เกี่ยวข้องกับการปฎิวัติ เรียกตัวเข้าไปในค่ายทหารแห่งหนึ่ง ย่านถนนราชดำเนิน โดย ‘ทหาร’ คนดังกล่าว ข่มขู่ให้เขายุติการดำเนินคดีสลายการชุมนุม ถ้าไม่หยุด ‘พวกอั้ว’ จะปฏิวัติ และ ‘ลื้อจะโดนย้ายคนแรก’
‘ธาริต’ พยายามชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตามหน้าที่ เมื่อศาลชี้ว่าการตายของประชาชน เกิดจากทหารใช้อาวุธสงคราม เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินคดีกับ ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) หรือคนสั่งการ ซึ่้งตลอด 9 ปีที่ผ่าน ไม่มีการพูดความจริงชัดเจนว่ารัฐประหารเพราะอะไร การอ้างว่าทำเพราะ ‘จำนำข้าว’ และถูก ‘กปปส.’ กดดันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
แต่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง คือ หลังมีการรัฐประหารไม่ทันครบ 24 ชม. ตนก็ถูกสั่งย้ายทันที ‘ธาริต’ ยังแสดงความมั่นใจว่าในที่เป็นข้าราชการมืออาชีพ เชื่อว่าเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 คือ ต้นเหตุของการรัฐประหาร
สำหรับข้อมูลที่ ‘ธาริต’ นำมาเปิดเผยวันนี้ ‘ธาริต’ บอกว่าเป็นครั้งแรกที่นำเรื่องนี้มาเปิด หลังจากปิดเงียบไม่เคยพูดที่ไหนมานานถึง 13 ปี และไม่เคยนำเรื่องนี้ไปพูดในชั้นศาล เพราะสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ มีกระบวนการบางอย่างที่ทำให้ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม
ส่วนเหตุผลที่เพิ่งออกมาพูดในตอนนี้ ‘ธาริต’ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.) ไม่ได้ต้องการดิสเครดิส ‘อภิสิทธิ์’ แต่เห็นว่าตัวเองมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เพราะวันจันทร์ที่ 10 ก.ค. นี้ เขาจะต้องไปขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีที่ถูก ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ฟ้อง ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าอาจต้องเข้าเรือนจำทันที ซึ่งหลังจากได้พูดแล้วก็รู้สึกสลายใจ และไม่กังวัลอะไร เป็นเหมือน ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ เอาไงเอากัน เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่จบแค่การที่ตนติดคุก แต่จะเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการแสวงหาความจริงเรื่องนี้ใหม่ พร้อมบอกว่า ตนเองยอมติดคุก แต่จะสู้เพื่อครอบครัวและข้าราชการที่ตั้งใจทำงานทุกคน
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าไทม์ไลน์การออกมาเคลื่อนไหวของ ‘ธาริต’ มีนัยยะอะไรหรือไม่ เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่ ‘ธาริต’ ถูก ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ยื่นฟ้อง ‘ธาริต’ ได้พยายามเลี่ยงที่จะพบสื่อ และเลี่ยงจะให้สัมภาษณ์เวลาไปขึ้นศาล อีกทั้งยังเลื่อนฟังคำพิพากษา มาหลายสิบครั้งแล้ว อีกทั้งในห้วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.)
นอกจากนี้หากย้อนไปดูรายชื่อฝ่ายความมั่นคง ที่เกี่ยวข้องกับการสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 พบว่ามีชื่อของ 3 ป. เกี่ยวข้องด้วย น่าสนใจว่าการเคลื่อนไหวของ ‘ธาริต’ ครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปถึงใครหรือไม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ ‘ธาริต’ อ้างว่าเขาถูก ‘ทหารชั้นผู้ใหญ่’ ที่เกี่ยวข้องกับการปฎิวัติ เรียกตัวเข้าไปในค่ายทหารแห่งหนึ่ง ย่านถนนราชดำเนิน โดย ‘ทหาร’ คนดังกล่าว ข่มขู่ให้เขายุติการดำเนินคดีสลายการชุมนุม ถ้าไม่หยุด ‘พวกอั้ว’ จะปฏิวัติ และ ‘ลื้อจะโดนย้ายคนแรก’
‘ธาริต’ พยายามชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตามหน้าที่ เมื่อศาลชี้ว่าการตายของประชาชน เกิดจากทหารใช้อาวุธสงคราม เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินคดีกับ ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) หรือคนสั่งการ ซึ่้งตลอด 9 ปีที่ผ่าน ไม่มีการพูดความจริงชัดเจนว่ารัฐประหารเพราะอะไร การอ้างว่าทำเพราะ ‘จำนำข้าว’ และถูก ‘กปปส.’ กดดันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
แต่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง คือ หลังมีการรัฐประหารไม่ทันครบ 24 ชม. ตนก็ถูกสั่งย้ายทันที ‘ธาริต’ ยังแสดงความมั่นใจว่าในที่เป็นข้าราชการมืออาชีพ เชื่อว่าเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 คือ ต้นเหตุของการรัฐประหาร
สำหรับข้อมูลที่ ‘ธาริต’ นำมาเปิดเผยวันนี้ ‘ธาริต’ บอกว่าเป็นครั้งแรกที่นำเรื่องนี้มาเปิด หลังจากปิดเงียบไม่เคยพูดที่ไหนมานานถึง 13 ปี และไม่เคยนำเรื่องนี้ไปพูดในชั้นศาล เพราะสถานการณ์การเมืองไม่ปกติ มีกระบวนการบางอย่างที่ทำให้ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม
ส่วนเหตุผลที่เพิ่งออกมาพูดในตอนนี้ ‘ธาริต’ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.) ไม่ได้ต้องการดิสเครดิส ‘อภิสิทธิ์’ แต่เห็นว่าตัวเองมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เพราะวันจันทร์ที่ 10 ก.ค. นี้ เขาจะต้องไปขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีที่ถูก ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ฟ้อง ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าอาจต้องเข้าเรือนจำทันที ซึ่งหลังจากได้พูดแล้วก็รู้สึกสลายใจ และไม่กังวัลอะไร เป็นเหมือน ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ เอาไงเอากัน เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่จบแค่การที่ตนติดคุก แต่จะเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการแสวงหาความจริงเรื่องนี้ใหม่ พร้อมบอกว่า ตนเองยอมติดคุก แต่จะสู้เพื่อครอบครัวและข้าราชการที่ตั้งใจทำงานทุกคน
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าไทม์ไลน์การออกมาเคลื่อนไหวของ ‘ธาริต’ มีนัยยะอะไรหรือไม่ เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่ ‘ธาริต’ ถูก ‘อภิสิทธิ์และสุเทพ’ ยื่นฟ้อง ‘ธาริต’ ได้พยายามเลี่ยงที่จะพบสื่อ และเลี่ยงจะให้สัมภาษณ์เวลาไปขึ้นศาล อีกทั้งยังเลื่อนฟังคำพิพากษา มาหลายสิบครั้งแล้ว อีกทั้งในห้วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.)
นอกจากนี้หากย้อนไปดูรายชื่อฝ่ายความมั่นคง ที่เกี่ยวข้องกับการสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 พบว่ามีชื่อของ 3 ป. เกี่ยวข้องด้วย น่าสนใจว่าการเคลื่อนไหวของ ‘ธาริต’ ครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปถึงใครหรือไม่







