พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการ กคพ.ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อพิจารณารับคดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ เป็นคดีพิเศษ ว่า คณะกรรมการ กคพ.มี 22 คน สามารถนำคดีอาญาเป็นคดีพิเศษได้ โดยต้องใช้มติ 2 ใน 3 คือ 15 คน โดยคณะกรรมการ กคพ.มีความเป็นอิสระ ยึดเกณฑ์ทั้งในส่วนของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม
ส่วนในประเด็นดังกล่าวมี 2 ส่วน ส่วนแรก มีการสอบสวนเป็นความผิดอาญาอื่น เช่น กรณีมีการกล่าวหา ซึ่งไม่ได้กล่าวหา สว. แต่เป็นการใช้ภาษากฎหมาย เป็น ‘อั้งยี่’ คือเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการเพื่อกระทำมิชอบด้วยกฎหมายและผู้เป็นหัวหน้าของอั้งยี่ หากเป็นอั้งยี่ธรรมดา โทษ 7 ปี ถ้าเป็นคณะอั้งยี่หรือกรรมการ โทษ 10 ปี แต่ถ้าเป็นอั้งยี่ที่รวมตัวกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เรียกว่า ‘ซ่องโจร’ ยืนยันไม่ได้กล่าวหาใคร แต่เป็นภาษาของประมวลกฎหมายอาญาที่มีมานานแล้ว และยังบังคับใช้อยู่
ทั้งนี้ การเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาต้องไปดูกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่ง กกต.ระบุว่ามีความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งมีอยู่ 6 ฉบับ ขณะที่ กกต.ต้องปฏิบัติตามระเบียบ จะมีในเรื่องหมวดการสอบสวน โดยมอบให้หน่วยงานอื่น คือ ตำรวจหรืออัยการ เป็นผู้ดำเนินการ
ส่วนเรื่องเนื้อหา เนื่องจากมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และการเลือก สว.ที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณไป 1.5 พันล้านบาท และอำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติ ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการดีต่อ สว.ว่า เมื่อถูกกล่าวหาว่าการได้มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการ กคพ.จึงจะไปดู
วันนี้จึงให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีดเอสไอ) นำพยานหลักฐานให้คณะกรรมการ กคพ.ดูอย่างตรงไปตรงมา แต่เนื่องจากการประชุมเป็นความลับ โดยเฉพาะบุคคลที่มาเป็นพยาน ซึ่งมีหลายคนต้องคุ้มครอง หลายคนรู้เห็นในองค์กรอาชญากรรม คนที่มาเป็นพยาน พูดเองว่ารู้เห็นในองค์กรการกระทำผิดครั้งนี้
ส่วนที่ สว.ออกมาระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัตินั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ สว.ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เรายังไม่ได้บอกว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่ต้องไปต่อว่าผู้บัญญัติประมวลกฎหมายอาญา
ผู้ร้องได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในระหว่างที่มีการเลือก สว. เพราะเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็เลือกเบอร์ตามที่โพยตั้งไว้ทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่อยู่ในรายชื่อ 140 คน จะเป็นผู้กระทำความผิด บางคนอาจจะไม่ทราบเรื่อง เพียงแต่มีคนไปใส่ชื่อให้
— พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ซึ่งในขั้นตอนการสอบสวน ข้อหานี้เป็นข้อหาที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก คณะบุคคล และเกี่ยวข้องกับข้อหาหมวด 116 ด้วย แต่การรับเป็นคดีพิเศษไม่ได้หมายความว่าถูกหรือผิด แต่เป็นการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานพิสูจน์ว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์หรือกระทำความผิด หากทำความผิดก็นำตัวไปฟ้องเพื่อลงโทษต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายบริหารไปแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญที่อยากให้การทำงานของทั้งสองฝ่ายเป็นอิสระต่อกันหรือไม่? พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่าไม่เคยแทรกแซง และปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยได้กำชับพนักงานสอบสวนว่า ต้องทำหน้าที่สุจริต โปร่งใส ปราศจากอคติ ซึ่งขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
ข้อเท็จจริงใดหากไม่มีพยานหลักฐาน จะเป็นความเชื่อไม่ได้ ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานผู้เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ ซึ่งผู้ที่มาร้องเป็นผู้เสียหายว่า หากไม่เกิดกระบวนการเช่นนี้เขาควรจะมีสิทธิ์ได้เป็น สว. ซึ่งมีจำนวนมาก และมีความประสงค์จะร้องทุกข์มีเป็นร้อยคน ยืนยันจะให้ความเป็นธรรม และการรับเป็นคดีพิเศษ ถือเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ จะไม่มีอคติ
ไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ทางดีเอสไอ และ กกต.ดำเนินการอยู่แล้ว
— พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
เมื่อถามถึงกรณี สว.ตั้งข้อสังเกตว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเรื่องนี้? พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ก็ต้องไปแก้กฎหมาย ส่วนแนวโน้มที่ประชุมคณะกรรมการ กคพ.วันนี้ จะได้เสียงถึง 15 คน ให้รับเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น ได้กำชับไม่ให้มีการล็อบบี้ใคร เพียงแต่การส่งเอกสารจะมีชื่อพยานบุคคลไม่ได้ เพราะหลายคนรู้เห็นในองค์กรอาชญากรรม ซึ่งเขาบอกว่าหากชื่อหลุดไปอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม
ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจ เพราะอยากให้ปิดบังชื่อพยาน แต่หากกรรมการอยากดูชื่อ ก็จะให้ไปดูกับพนักงานสอบสวน
— พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ส่วนที่มีการมองว่า เรื่องนี้เป็นการ ‘ตบจูบ’ กันระหว่างแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันจะไปสุดทาง ไม่มีหยุดกลางทางใช่หรือไม่? พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคร่วมจะต้องมีความสามัคคีกัน แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย
ผมเป็นหนึ่งในพรรคร่วมฯ เคารพในพรรคร่วมฯ ไม่เคยไปกล่าวร้ายใคร ทุกอย่างขอให้พยานหลักฐานเป็นตัวบ่งชี้
— พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง




