‘ศบ.ทก.’ ซัด ‘เขมร’ ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ยิง ‘รพ.-เด็ก-พลเรือน’

25 ก.ค. 2568 - 14:55

  • ‘ศบ.ทก.’ ย้ำ “กัมพูชาเริ่มก่อน” เผยอพยพ 4 จังหวัดชายแดนครบ 100%

  • ยัน ‘ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา’ ยิง รพ.-เด็ก-พลเรือน

  • แจงไทยเร่งชี้แจงข่าวปลอมหลายกรณี

‘ศบ.ทก.’ ซัด ‘เขมร’ ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ยิง ‘รพ.-เด็ก-พลเรือน’

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเริ่มยิงมายังกำลังฝ่ายไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้จากการปะทะดังกล่าว โดยการปะทะดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่คาดคิด ทำให้ฝ่ายเราไม่สามารถจะเตือนไปยังประชาชนล่วงหน้าได้”

แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การปะทะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน “จึงอยากแจ้งเตือนประชาชนทั้งสองประเทศซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบ หรือการปะทะในครั้งนี้ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนของทั้งสองฝั่ง ให้อพยพออกจากพื้นที่สู้รบ เพื่อลดหรือป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้”

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า “สำหรับยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของฝ่ายไทยที่เป็นพลเรือน ณ วันที่ 25 ก.ค. เวลา 09.00 น. มีพลเรือนเสียชีวิตทั้งหมด 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย รวมทั้งสิ้น 45 ราย ทั้งนี้ ทางกระทรวงมหาดไทย โดย 4 จังหวัด ประกอบด้วย สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ได้ทำการอพยพประชาชนไปแล้วกว่า 130,000 คน หรือร้อยละ 100 ของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงอพยพผู้ลี้ภัย ซึ่งสามารถรองรับประชาชนได้มากกว่า 300,000 คน รวมทั้งจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่”

“นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ออกจากโรงพยาบาลที่อยู่ในรัศมีของการโจมตีที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 11 แห่ง 4 แห่งในจำนวนนั้นได้ปิดทำการไปโดยปริยาย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี โดยเฉพาะทางผู้ป่วยในและบุคลากรทางการแพทย์ได้อพยพออกจากพื้นที่ตรงนั้นแล้ว”

“ในเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทางราชการไม่ได้นิ่งนอนใจ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้กำหนดแนวทางตามระเบียบราชการในการช่วยเหลือประชาชน โดยจัดสรรงบประมาณและกองทุนต่างๆ ที่สามารถจัดหาได้เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยรายละเอียด ศบ.ทก. จะชี้แจงให้ทราบต่อไป”

จากที่ปรากฏเป็นข่าวในการโจมตีของกัมพูชา ที่มีการโจมตีไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาเจนีวา และเป็นการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งทางฝ่ายไทยขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม จากที่ปรากฏเป็นข่าวในการโจมตีของกัมพูชา ที่มีการโจมตีไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น โรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาเจนีวา และเป็นการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งทางฝ่ายไทยขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรง”

“ขอรายงานความคืบหน้าสถานการณ์การปะทะ ณ เวลา 08.30 น. ของวันที่ 25 ก.ค. ทางฝ่ายกัมพูชายังมีการใช้อาวุธหนักและอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกลโจมตีขอบหน้าพื้นที่การปะทะ และพื้นที่ส่วนหลังของฝ่ายไทย ทำให้พื้นที่ส่วนหลังซึ่งมีชาวบ้านอยู่อาศัยได้รับผลกระทบ ซึ่งโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้วย”

“ทั้งนี้ จากการพิสูจน์ทราบ ในวันนี้การปะทะยังคงมีอยู่ในพื้นที่ทั้งหมด 12 แห่ง อาทิ พื้นที่ช่องบก พื้นที่ช่องอานม้า พื้นที่ซำแต พื้นที่ภูผี พื้นที่ช่องตาเฒ่า พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ พื้นที่ภูมะเขือ พื้นที่ช่องจอม พื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการมาอยู่ในขณะนี้”

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วาระพิเศษ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ได้มีมติดังนี้

  1. อนุมัติให้กองทัพดำเนินการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย
  2. ให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โดยพิจารณาจากกลไกช่วยเหลือเพิ่มเติม
  3. ให้กระทรวงการต่างประเทศทำการประท้วงและประณามการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดต่ออธิปไตยของไทย และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
  4. ศบ.ทก.บริหารจัดการชายแดน และให้ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง โดยบูรณาการร่วมกับกองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ สมช. กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการรายงานไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุม ครม. นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ได้มีมติเห็นชอบ 3 เรื่อง ได้แก่

  1. ให้กระทรวงการต่างประเทศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา
  2. ให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
  3. กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์
Team-Thailand-says-Cambodia-started-attack-and-violated-Geneva-Convention-SPACEBAR-Photo01.jpg

ด้าน มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “ในนามของกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการปะทะที่เริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา การสูญเสียครั้งนี้ของพลเรือนบริสุทธิ์ รวมถึงการเสียชีวิตของเด็ก ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการละเมิดศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ ควรจะได้รับการประณามอย่างเต็มที่โดยประชาคมระหว่างประเทศ ขอย้ำว่าการตอบโต้ของฝ่ายไทยจะมีความชัดเจนและมีความเหมาะสมในการป้องกันตนเอง ตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ”

สำหรับพัฒนาการสำคัญที่ได้มีการหารือกันในที่ประชุม ศบ.ทก. วันนี้ มี 5 ประเด็น ได้แก่

1. แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่ทางกระทรวงต่างประเทศได้ออกมาเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงฝ่ายไทย ซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรงต่อเนื่อง ไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พลเรือนชาวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและสถานที่สาธารณะที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย รวมทั้งผู้ที่มีอาการสาหัส กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลไทย “ประณามอย่างรุนแรงที่สุด” ต่อการกระทำของกองทัพกัมพูชา และได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศไทย และขอให้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับประเทศเช่นกัน

การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเกิดขึ้นซ้ำๆ นับตั้งแต่กรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16 และ 23 ก.ค. รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมายทั้งทางทหารและโดยเฉพาะพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยทันที

รัฐบาลไทยพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังไม่ยุติการกระทำที่เป็นการโจมตีทางอาวุธ และละเมิดอธิปไตยของไทยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ขอย้ำอีกครั้งว่าการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้ออนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับความคุ้มครองโรงพยาบาล และฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองหน่วยแพทย์ รวมถึงเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

มาระตี นะลิตา อันดาโม

2. การหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมแผนช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ได้สั่งการให้เชิญภาคเอกชน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาหารือแผนการช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชากรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดย รมว.ต่างประเทศได้เข้าร่วมประชุมด้วยตัวเองทางออนไลน์จากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ รมว.ต่างประเทศอยู่ที่นั่น โดยทุกภาคส่วนได้ยืนยันความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนไทยที่อยู่ในกัมพูชาทุกคน

3. การส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

เพื่อชี้แจงและตอบโต้ฝ่ายกัมพูชา ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงประธาน UNSC ขอให้เรียกประชุมด่วนเพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

ฝ่ายไทย โดยกระทรวงต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึง UNSC เช่นกัน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และมีการใช้ความรุนแรงจนพลเรือนฝ่ายไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นการรุกรานอธิปไตยอย่างชัดเจน ไทยขอให้ประธาน UNSC เวียนหนังสือของฝ่ายไทยที่เป็นเอกสารทางการของ UNSC เพื่อให้สมาชิกทุกประเทศได้รับทราบ

รมว.ต่างประเทศของไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่นครนิวยอร์ก ได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น ผู้แทนของประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นประธาน UNSC ในเดือน ก.ค. ผู้แทนปานามา ซึ่งจะเป็นประธาน UNSC ในเดือน ส.ค. และยังได้พบกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) อีกด้วย เพื่อชี้แจงจุดยืนและนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

Team-Thailand-says-Cambodia-started-attack-and-violated-Geneva-Convention-SPACEBAR-Photo02.jpg

มาระตี กล่าวว่า “ล่าสุดทราบว่า วันนี้ในเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก ยูเอ็นเอสซีจะจัดประชุมแบบปิดเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งการประชุมในลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นปกติเมื่อมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตรงจุดไหนก็แล้วแต่ในโลกนี้ และไม่ใช่เป็นการประชุมเพื่อลงมติใดๆ เป็นเพียงการหารืออย่างไม่เป็นทางการ โดยเชิญคู่กรณีพร้อมกับสมาชิก 15 ประเทศ ทั้งสมาชิกถาวรและไม่ถาวรของยูเอ็นเอสซีไปให้ข้อมูล ให้เป็นที่รับทราบ โดยผู้เข้าร่วมจะเป็น 15 สมาชิกของยูเอ็นเอสซีและคู่กรณี ในกรณีนี้คือ ไทยกับกัมพูชา”

สำหรับฝ่ายไทย จะเป็นเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งมีทีมงานที่สนับสนุนท่าน และมีการประสานงานอยู่เป็นประจำกับกระทรวงการต่างประเทศที่ประเทศไทย โดย 1-2 วันที่ผ่านมา รมว.ต่างประเทศได้พบปะกับหลายๆ คนเพื่อจะชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย รมว.ต่างประเทศจะเดินทางกลับประเทศไทยในคืนนี้ (25 ก.ค.) โดยน่าจะมีการรายงานต่อสื่อว่า มีการพบกับใคร มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และที่ประชุมของยูเอ็นเอสซีได้มีการพูดคุยอะไรกันบ้าง อย่างมากอาจจะมีการแถลงการณ์เพิ่มเติม ไม่ใช่เป็นมติของที่ประชุม เพื่อที่จะเรียกร้องให้ยุติการปะทะกัน โดยเฉพาะเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ซึ่งเป็นหลักสากลสำคัญของที่ประชุม

มาระตี นะลิตา อันดาโม

4. สื่อต่างประเทศมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

มาระตี ระบุได้มีการส่งทีมงานของสำนักข่าวสื่อต่างประเทศลงในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ติดตามสถานการณ์ และรายงานให้ประชาคมโลกได้รับทราบ

ทั้งนี้ ในวันนี้ (25 ก.ค.) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ เช่น รอยเตอร์ เอเอฟพี อัลจาซีรา เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงและแนวทางการดำเนินการของประเทศไทยให้ต่างประเทศรับทราบอย่างครอบคลุมทั่วโลกอีกด้วย จึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจได้ว่ากระทรวงการต่างประเทศกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสื่อสารเรื่องราวและท่าทีของไทยไปสู่ต่างประเทศอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา

5. กรณีมีข่าวปลอม

โดย มาระตี ระบุว่า “เป็นเอกสารของกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์แห่งกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ได้กระทำการรุกรานสร้างความเสียหายให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรมภายใต้กรอบยูเนสโก”

“อย่างไรก็ตาม การปะทะกันระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชาในวันที่ 24 ก.ค. โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยิงก่อน เกิดขึ้นที่เขาพระวิหาร (บริเวณห้วยตามาเรีย-ภูมะเขือ) อยู่ห่างจากตัวปราสาทพระวิหารถึง 12 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดสามารถเดินทางไปไกลถึงปราสาทพระวิหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ฝ่ายไทยจะชี้แจงโดยออกหนังสือเช่นกัน”

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งนำเสนอภาพการโจมตีเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊ม ปตท. ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าเกิดขึ้นในสถานที่แห่งหนึ่งของกัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวปลอม ทางกระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าติดตามข่าวปลอมในลักษณะนี้ต่อไป เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงกับสำนักข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

มาระตี นะลิตา อันดาโม

มาระตี กล่าวในช่วงท้ายว่า “ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน ทางรัฐบาลโดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ ทางฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายพลเรือน จะดำเนินการทั้งในด้านความมั่นคง การทูต การบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และท่าทีไทยในเวทีโลกอย่างเต็มกำลัง”

นอกจากนี้ ขอฝากกับประชาชนว่าท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องพยายามแยกแยะระหว่างการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาล กองทัพของไทย กับของกัมพูชา และประชาชนทั่วไป

มาระตี นะลิตา อันดาโม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์