ธีระ สุธีวรางกูร ในฐานะทีมเฉพาะกิจตรวจสอบการนับคะแนนเลือกตั้ง และทีมกฎหมายพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการรองรับกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่า เรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องรอดู เพราะมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ซึ่งพรรคประชาชนยืนยันว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ น่าจะเป็นประเด็น ว่าการเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปโดยลับ และหากเป็นเช่นนั้นจริง จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลปกครองเมื่อปี 2549 ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทำการเพิกถอนการเลือกตั้ง
ฉะนั้น จึงมีการประเมินว่า ถ้าเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ จะมีปัญหาเรื่องความไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทางพรรคก็ต้องดูว่าศาลจะวินิจฉัยเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ ถ้ามีการเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมด และให้จัดเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาชนก็มีความพร้อม ในฐานะพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครเข้าสู่สนามการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง
ส่วนหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว จะขัดข้อกฎหมายหรือไม่ ธีระ กล่าวว่า หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเพิกถอนการเลือกตั้ง และบังคับให้จัดการเลือกตั้งใหม่ กกต.ก็ต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มี จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องไปตรากฤษฎีกาใหม่
ส่วน กกต. ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย หากการเลือกตั้งมีปัญหาหรือไม่นั้น ถ้าศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จากเหตุการณ์จัดการเลือกตั้งที่มีปัญหาของ กกต. เรื่องก็จะไปที่ศาลยุติธรรมส่วนศาลยุติธรรมจะตัดสินอย่างไร เราก็ตอบไม่ได้ ว่าการจัดการเลือกตั้งอาจเกิดปัญหา อาจเป็นเพราะความตั้งใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ถ้าเรามีความเห็นว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการจัดการเลือกตั้ง ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว กกต. จะต้องรับผิดทางอาญาเสมอไป มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะ 2 ศาลนี้ พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีอาญา ที่จะต้องแสดงเจตนาทำให้เกิดความเสียหาย หรือทุจริตต่อการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ตนเองยังตอบไม่ได้ว่า กกต. จะต้องรับผิดหรือไม่ แล้วแต่ศาลยุติธรรมที่จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างไร
ธีระ มองว่า จากหลักฐานที่เรามี พบว่ามีปัญหาตั้งแต่ตอนนับคะแนน รวมคะแนน และประกาศคะแนน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวของคนที่มีหน้าที่ดูแล ส่วนทาง กกต. ก็เป็นอีกกรณี ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่ ดังนั้น ความรับผิดในชั้นของ กกต. เองและเลขาธิการ กกต. รวมถึงในชั้นของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเลือกตั้งแต่ละหน่วยก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีไป
แม้การจัดการเลือกตั้ง อาจมีปัญหาเรื่องไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ กกต. จะต้องรับผิดทางอาญาหรือไม่ อันนี้เป็นดุลพินิจของศาลยุติธรรม ผมไม่ขอก้าวล่วง แต่พรรคเห็นว่า กกต. อาจจัดการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ควรจะมีการรับผิดทางกฎหมายในทางอาญา แต่ในทางปฏิบัติ ตามคำพิพากษาของศาล จะพบว่ามีบางกรณี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วฟ้องไปที่ศาลอาญา่กลับพบว่าไม่มีเจตนาให้ร่วมรับผิดทางอาญา ดังนั้น พรรคจึงเห็นว่าทาง กกต. ควรรับผิดทางอาญา แต่ศาลจะตัดสินใจอย่างไร ก็เป็นดุลพินิจของศาล เราทำหน้าที่ของเรา ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง
— ธีระ กล่า
สำหรับกรณีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสีชมพู ไม่มีการระบุหมายเลขที่ต้นขั้วบัตร แต่ยังสามารถสแกนบาร์โค้ดได้อยู่นั้น พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ชี้แจงไปแล้วว่า การที่บัตรเลือกตั้งเมื่อวานนี้ ที่ไม่มีการระบุหมายเลขที่บัตรแสดงให้เห็นว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่มีทั้งเลขบนต้นขั้วบัตร และเลขบนบัตรเลือกตั้งมีปัญหา เนื่องจากมีต้นขั้วให้ตรวจสอบได้ พอบัตรใหม่ไม่มีต้นขั้ว จะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ทำให้อนุมานได้ว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงตัวผู้ออกเสียงเลือกตั้งในบัตรนั้นๆ จึงถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ในการฟ้องคดีต่อศาล ว่าเป็นการแสดงเจตนาว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 มีปัญหาจริงๆ
ธีระ ยังกล่าวถึงปัญหาบัตรเขย่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เป็นจำนวนมากว่า ก่อนอื่นต้องไปตรวจสอบ ว่าบัตรเขย่งระหว่างผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กับบัตรขานคะแนนที่แตกต่างกันจำนวนมากเกิดขึ้นจากอะไร และใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ ถ้าเราสามารถรู้ได้ว่า บัตรที่เกินมามีความผิดปกติจริง และเกิดจากการกระทำของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ก็จะดำเนินการตามข้อเท็จจริง แต่ในข้อเท็จจริงหากมีจำนวนบัตรเขย่งเกินกว่าความเป็นจริง และไม่สามารถอธิบายได้ ก็สามารถอนุมานได้ว่า การเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม
ธีระ ยอมรับด้วยว่า ตามกฏหมายไม่มีการกำหนดสัดส่วนของบัตรเขย่ง แต่หากคุยกันด้วย สามัญสำนึก ถ้ามีบัตรเขย่ง 2-3 ใบ อาจพูดได้ว่าเป็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของมนุษย์ที่ดูแลเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าต่างกันเป็นหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่น โดยไม่มีคำชี้แจงอย่างมีเหตุมีผล จะกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นว่า บัตรเขย่งที่เกิดขึ้นผิดธรรมชาติ ซึ่งหากบัตรเขย่งที่เกิดขึ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนว่า การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเจตจำนงของผู้มาใช้สิทธิ์ แต่เกิดจากการเขย่งของบัตรที่ไม่รู้ว่าใครไปกาแทนให้
เมื่อถามย้ำว่า จากการเก็บข้อมูลของนักวิชาการพบว่า มีจำนวนบัตรเขย่งทั่วประเทศ 3 แสนใบ จะเป็นความผิดปกติที่ทำให้กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ ธีระ กล่าวว่า ต้องไปดูบัตรเขย่งในแต่ละเขต เพราะบางหน่วยอาจจะเขย่งหลักร้อย บางเขตหลักพัน แต่ต้องยอมรับว่า ในภาพรวมเขย่ง 3 แสนใบ เป็นยอดที่ผิดปกติมาก เพราะการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็มีบัตรเขย่งไม่มาก หากส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง จำนวนบัตรเขย่งในภาพรวมทั้งประเทศ ก็สามารถอนุมานได้ว่า การเลือกตั้งนอกจากจะไม่เป็นไปโดยลับแล้วยังไม่เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรมจริงๆ
เมื่อถามถึงระเบียบของ กกต. ได้มีการกำหนดสัดส่วนของบัตรเขย่งไหรือไม่ เพื่อให้กกต.พิจารณาได้ว่าควรจะเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ธีระ กล่าวว่า กกต.มีอำนาจสั่งให้เลือกตั้งใหม่ได้หากพบว่ามีการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยไม่สุจริต และไม่เที่ยงธรรม จำนวนบัตรเขย่งตั้งแต่หลักพันขึ้นไป ส่วนตัวมองว่า เป็นเหตุตามกฎหมายที่ กกต. สามารถใช้ดุลพินิจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่กลับพบว่าหลังการเลือกตั้งมาสองสัปดาห์จนถึงตอนนี้ กกต. นิ่งมาก และไม่รู้ว่าข้อร้องเรียนเรื่องบัตรเขย่ง มีการพิจารณาแล้วหรือไม่ ซึ่งต้องดูว่า กกต. จะว่าอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเด็นมันบานปลายอาจไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองด้วย จึงไม่มั่นใจว่า ในทางปฏิบัติ กกต.จะต้องรอความชัดเจนว่า เรื่องนี้จะไปถึงศาลหรือไม่เพราะหากไปถึงศาล คงต้องรอว่า ศาลจะมองว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับหรือไม่ ถ้าศาลมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนกับการเลือกตั้งเมื่อ 2549 ก็จะได้จัดการเลือกตั้งใหม่ทีเดียว ไม่ต้องจัดใหม่เป็นรายเขต




