ภายหลัง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงความชัดเจนในการดำเนินนโยบาย ‘โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet’ ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การต้องออก พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อมาดำเนินโครงการ ซึ่งทำให้หลายคนออกมาท้วงติงถึงเรื่องดังกล่าว โดยหนึ่งในนั้นคือ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้โพสต์เฟซบุ๊ก ตั้งข้อสังเกตถึงการออกพระราชบัญญัติเพื่อกู้เงินสำหรับโครงการนี้ ไม่สามารถกระทำได้ พร้อมชี้แจงเหตุผลด้วยว่า
1\. นายกฯ คงเล็งจะใช้ช่องทางในพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 แต่มาตรา 206 ให้กระทรวงการคลัง กู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ (1/1) บริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง (2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ (4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ (5) พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ
ธีระชัย บอกว่า เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศที่ได้รับจากการกู้เงินตาม (2) ถึง (5) ให้นําไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินหรือตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ โดยไม่ต้องนําส่งคลัง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ทั้งนี้ เห็นว่าช่องทางเดียวที่โครงการเงินดิจิทัล จะใช้ได้ก็คือ (2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่วนช่องทางอื่นนั้น เป็นปัญหาเฉพาะเรื่อง ที่ไม่สามารถดัดแปลงมาใช้กับโครงการเงินดิจิทัล
2\. ช่องทางกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นั้นมีปัญหาอยู่ในกฎหมาย
ธีระชัย อธิบายว่า มาตรา 22 การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้กระทําได้เมื่อมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําปีและต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยให้กระทรวงการคลัง กู้เป็นเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละสิบของงบประมาณรายจ่ายประจําปี ธีระชัย บอกด้วยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในสมัยของ จัตุมงคล โสณกุล และ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ในสมัยของตนเอง ได้พัฒนาตลาดพันธบัตรรัฐบาลเป็นเงินบาทไว้เรียบร้อยแล้ว
เพื่อให้รัฐบาลไทยมีความสะดวกในการกู้ยืมหนี้สาธารณะ สามารถกู้ยืมเป็นเงินสกุลบาท เพื่อไม่ต้องมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และ ธปท. ร่วมกับ กลต. ได้พัฒนาความเชื่อมั่น จนกระทั่งมีนักลงทุนต่างชาติ นำเงินดอลล่าร์เข้ามาแลกเป็นเงินบาท แล้วนำไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยเป็นเงินบาท กล่าวคือตลาดเงินตลาดทุนของไทย ได้พัฒนาถึงขั้นที่รัฐบาลไทยสามารถกู้ยืมและเงินจากต่างประเทศได้ โดยกู้เป็นสกุลเงินบาท ซึ่งมีน้อยประเทศกำลังพัฒนา ที่สามารถทำเช่นนี้ได้
สำหรับโครงการแจกเงินดิจิทัล จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ และไม่มีความจำเป็นจะต้องนำเงินไปใช้ในต่างประเทศ จึงไม่เข้าเงื่อนไขในส่วนแรกของมาตรา 22 ส่วนเงื่อนไขส่วนหลังของมาตรา 22 ซึ่งเปิดช่องให้ กรณีจําเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศนั้น การกู้เงินเพื่อแจกเงินดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภคของประชาชนนั้น ย่อมไม่สามารถตีความได้ว่า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ ผมจึงขอให้ข้อมูล เพื่อเป็นประโยชน์แก่สำนักงานกฤษฎีกา และแก่รัฐมนตรี ที่จะร่วมพิจารณาเรื่องนี้




