ลด 'คน' ยุบ 'หน่วย' 'รัฐบาลหนู' ลุยไฟ 'รัฐราชการ'

28 ก.ค. 2569 - 15:52

  • รัฐบาลลุยรีดไขมันระบบราชการ แก้วิกฤตงบผูกพันที่พุ่งเกิน 70% ของรายจ่ายประเทศ โดยเตรียมลดอายุเออร์ลีรีไทร์เหลือ 40 ปี ปรับสวัสดิการเป็นระบบประกันสุขภาพ โละงานธุรการ และเตรียมยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน

ลด 'คน' ยุบ 'หน่วย' 'รัฐบาลหนู' ลุยไฟ 'รัฐราชการ'

หากพูดถึงราชการไทย มักมีคำเปรียบเปรยว่าเป็น "เรือเกลือลำใหญ่" ที่หนักและวิ่งช้า แถมยิ่งนานวันยิ่งกินน้ำมันงบประมาณประเทศ

การขยับของรัฐบาลอนุทิน เรื่องระบบราชการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยการนำของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้อง "รีดไขมัน" พลพรรคคนใส่ชุดสีกากีอย่างจริงจังเสียที 

ผ่านชุดมาตรการสุดเร้าใจ ทั้งการเปิดเออร์ลีรีไทร์ปรับเกณฑ์อายุลดลงเหลือ 40 ปีการโละงานธุรการ-พนักงานพิมพ์ การเตรียมปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลไปสู่"ระบบประกันสุขภาพ" ไปจนถึงการตั้งโต๊ะเตรียม "ยุบหน่วยงาน-องค์การมหาชน" ที่ซ้ำซ้อนและสอบตกการประเมิน

คำถามสำคัญคือ เหตุใดรัฐบาลจึงต้องเดินหน้าลุยไฟในยามนี้ ? และปรากฏการณ์นี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของรัฐราชการที่เคยใหญ่โตเทอะทะให้ กลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลได้จริงหรือ ?

วิกฤตงบประมาณผูกพัน เม็ดเงิน 70% ที่จ่ายไปกับ "ราชการ"

การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลไทยเผชิญภาวะ "ตัวเบาแต่งบประมาณหนัก" มาโดยตลอด บำเหน็จบำนาญ สวัสดิการรักษาพยาบาลแบบจ่ายตามจริง และเงินเดือนข้าราชการกลายเป็น "งบผูกพัน" ก้อนโตที่คุมไม่ได้

คำเปิดเผยของรัฐบาลระบุว่า งบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ รวมกันคิดเป็น เกินกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายประจำทั้งหมด 

เหลือเงินไปลงทุนสร้างถนน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือพัฒนาศักยภาพแข่งขันของประเทศไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

โครงสร้างประชากรข้าราชการรวมกันทุกประเภท (พลเรือน ทหาร ตำรวจ ท้องถิ่น) ทะลุสูงถึง 3 ล้านคน หากรัฐบาลไม่ "แช่แข็ง" หรือ "รีดไขมัน" ให้เหลือสัก 2 ล้านคน ฐานงบประมาณของประเทศย่อมดิ่งลงสู่เหวแห่งวิกฤตการคลัง

เป้าหมายคือการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากลดคนลงได้ เงินเดือนและสวัสดิการของคนที่เหลืออยู่จะสูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือตรรกะแบบบริษัทเอกชนยุคใหม่ที่ถูกนำมาจับใส่ระบบราชการไทย

ล็อกเป้างานธุรการ-เสมียน ใช้เทคโนโลยีแทน

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงวิวัฒนาการองค์กร คือการที่ ปกรณ์ ระบุเป้าหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ตำแหน่งแรกๆ ที่ต้องถูกลดหรือยุบเลิก คือ "พนักงานพิมพ์" และ "งานธุรการ"

หากย้อนไปในยุคสงคราม ตำแหน่งเสมียนและพนักงานพิมพ์ดีดคือ "กระดูกสันหลัง" ของระบบเอกสารราชการ แต่ในโลกปี 2026 ที่ข้าราชการทุกคนมีสมาร์ทโฟน พิมพ์งานผ่าน AI มีระบบเอกสารสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ไปเสียแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างประเภท "หัวโต ขาลีบ" ที่นักการเมืองอย่าง ชาดา ไทยเศรษฐ์ เคยออกมาทักท้วงเรื่องการยุบตำแหน่งปฏิบัติการเล็กๆ แล้วไปปั้นตำแหน่ง "ชำนาญการพิเศษ" เพื่อขยับซีให้พวกพ้องกันเอง จนบางกรมมีแต่ผู้บริหารแต่ไม่มีคนทำงาน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ ก.พ. และ ก.พ.ร. ต้องเข้าไปจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด

หักดิบสวัสดิการ จาก "จ่ายตรง" สู่ "ประกันสุขภาพ"

อีกหนึ่งแผ่นดินไหวที่สำคัญคือ การรุกเข้าสู่พื้นที่ "สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ" ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่ดึงดูดคนมาทำงานราชการมากที่สุด

แนวคิดใหม่ที่จะเริ่มคิ๊กออฟในปีงบประมาณ 2570 คือการ เปลี่ยนจากระบบเบิกจ่ายตรง/จ่ายตามจริง ไปใช้ "ระบบประกันสุขภาพ ข้อดีของรัฐคือ ควบคุมวงเงินรายจ่ายต่อปีได้แน่นอน ไม่เจอบิลช็อกตอนสิ้นปี ข้อดีของเศรษฐกิจคือ เอาเงินงบประมาณไปอุดหนุนธุรกิจประกันภัยในประเทศ และกระตุ้นวงการ Medical Hub

รัฐบาลได้เปรยๆ ว่าจะเริ่มต้นใช้บังคับกับ "ข้าราชการบรรจุใหม่" ก่อน ส่วนข้าราชการเดิมให้เป็นทางเลือก (เพื่อลดแรงต้าน) ขณะที่สิทธิ์ครอบครัวยังคงไว้อยู่ในขั้นแรก

Early Retirement ยุคใหม่ ดักคนเก่งวัย 40 ให้ไปรีสกิล

ในอดีต โครงการเออร์ลีรีไทร์มักถูกมองว่าเป็นการ "แจกเงินก้อนสุดท้าย" ให้ข้าราชการใกล้วัยเกษียณ (อายุ 55 ปีขึ้นไป หรือเหลืออายุราชการ 2 ปี) ซึ่งมักไม่ค่อยส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานในภาพรวมเท่าใดนัก

แต่รอบนี้ เกณฑ์ใหม่ที่กำลังรับฟังความคิดเห็นเสนอให้เปิดรับข้าราชการที่ อายุเริ่มตั้งแต่น้อยๆ เช่น 40 ปี โดยรองนายกฯ ให้เหตุผลว่า "อายุ 50 คงเปลี่ยนทักษะยากแล้ว แต่ถ้าอายุ 40 เขายังมีเวลาไป รีสกิล อัปสกิล ออกไปโตในโลกเอกชนได้"

ยุบองค์กรซ้ำซ้อน ชะตากรรมขององค์การมหาชนสอบตก

นอกจากการลด "คน" แล้ว การลด "หน่วยงาน" ก็ถูกจับตาไม่แพ้กัน รัฐบาลเริ่มขยับศึกษาการยุบองค์การมหาชนที่ซ้ำซ้อนและประเมินไม่ผ่านเกณฑ์มาหลายปี เช่น สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และ สำนักงาน ป.ย.ป.

แม้รองนายกฯ จะออกตัวว่า "ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษา และคาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน" พร้อมกับย้ำว่าจะไม่ทิ้งข้าราชการไว้ข้างหลัง โดยมีตัวเลือกให้ย้ายไปหน่วยงานอื่นก็ตาม แต่ในทางการเมืองการกล้าแตะต้อง "โครงสร้างสถาบัน/หน่วยงาน" ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการทลายระบบรัฐราชการ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานานนับร้อยปี

การปฏิรูประบบราชการไทยรอบปี 2570 ถือเป็น "การผ่าตัดใหญ่" ที่มีทั้งปัจจัยผลักดันจากวิกฤตงบประมาณ และปัจจัยหนุนจากเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในทางปฏิบัติที่มักพบเห็นเสมอในสังคมไทย คือ "แรงต้านจากระบบแรงงานภาครัฐ" และ "วัฒนธรรมอำนาจนิยมในกรมกอง" 

การเปลี่ยนไปใช้ระบบประกันสุขภาพอาจเจอแรงต้านจากสหภาพหรือกลุ่มข้าราชการหากสิทธิประโยชน์พื้นฐานลดลง ขณะที่การยุบหน่วยงานมักตกเป็นเหยื่อของการประวิงเวลาและการเจรจาต่อรองทางการเมือง

หากรัฐบาลทำได้จริงตามแผนคิกออฟปี 2570 นี่อาจเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การบริหารภาครัฐไทยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วันปฏิรูประบบราชการ 2545 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

แต่หากทำได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ มาตรการนี้ก็อาจเป็นได้แค่เพียง "โครงการพาข้าราชการกลับบ้าน" ที่ทิ้งภาระงบประมาณก้อนใหม่ไว้ให้แผ่นดินชดใช้ในอนาคตเท่านั้นเอง

Tha--Civil-Service-17jul26-3.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์