หากเราลองย้อนเวลากลับไปสู่ปี ค.ศ. 1602 ท่ามกลางเกลียวคลื่นของมหาสมุทรอินเดีย มีเรือสินค้าลำหนึ่งบรรทุกชายผู้มีนามว่า 'เฉกอะหมัด กูมี' เดินทางไกลจากดินแดนเปอร์เซียอันรุ่งโรจน์มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา
ในตอนนั้นใครจะเชื่อว่าก้าวแรกที่เขาสัมผัสแผ่นดินสยาม ไม่ใช่แค่การเข้ามาค้าขายเพื่อหาผลกำไร แต่มันคือการวางอิฐก้อนแรกให้กับตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทยอย่าง 'บุนนาค' และเป็นการเริ่มต้นมหากาพย์ความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดแต่สวยงามที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์โลก
ทำไมถึงบอกว่าพิเศษ? เพราะตลอด 400 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านจากยุคเรือใบสู่ยุคเครื่องบินไอพ่น ไม่ว่าราชบัลลังก์จะถูกผลัดเปลี่ยน หรือระบอบการปกครองจะพลิกโฉมหน้าไปกี่ครั้ง
'ไทย' และ 'อิหร่าน' กลับไม่เคยปล่อยมือจากกัน ราวกับมีสายใยสีทองล่องหนที่เชื่อมโยงหัวใจของสองประชาชาติไว้เหนือความต่างของศาสนาและอุดมการณ์การเมือง
จุดเริ่มจาก 'กุม' สู่ 'กรุงศรี' ปฐมบทแห่งตระกูลบุนนาค

เรื่องเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1602 เมื่อพ่อค้าชาวเปอร์เซียผู้สง่างามนามว่า "เฉกอะหมัด กูมี" เดินทางไกลมาจากเมืองกุม เข้ามาตั้งรกรากในอยุธยา ท่านไม่ได้มาแค่ขายของ แต่ความสามารถโดดเด่นจนได้รับความไว้วางใจจาก สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าพระยาบวรราชนายก" หรือ ปฐมจุฬาราชมนตรี คนแรกของสยาม
ดูแลการค้าฝั่งตะวันตกทั้งหมด และที่สำคัญ ท่านคือ ต้นตระกูล "บุนนาค" ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นตระกูลขุนนางที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทยจนถึงยุครัตนโกสินทร์เลยทีเดียว
นอกจากนี้ ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1685) ทางราชวงศ์ซาฟาวิดของเปอร์เซียยังส่งคณะทูตนำโดย อิบราฮิม เบก มาเจริญสัมพันธไมตรีถึงราชสำนักอยุธยา ถือเป็นยุคที่อิทธิพลเปอร์เซียทั้งด้านสถาปัตยกรรม อาหาร และเครื่องแต่งกาย เบ่งบานในสยามอย่างมาก
ยุคทองแห่งไมตรีระดับรัฐ จาก รัชกาลที่ 5 ถึง รัชกาลที่ 9
พอเข้าสู่ยุคปรับตัวสู่ความทันสมัย ในสมัยรัชกาลที่ 5 เราเริ่มมีการติดต่อทางการทูตผ่านสถานทูตที่ลอนดอนในปี 1885 จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปี 1950-1960 ซึ่งผมยกให้เป็น "ยุคทอง" ของความสัมพันธ์
ในปี 1967 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯเสด็จฯ เยือนกรุงเตหะรานอย่างเป็นทางการ และในปีถัดมา พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ก็เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการตอบแทน
ภาพของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ที่ทรงพระสิริโฉมและมีความทันสมัยเหมือนกัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่แน่นแฟ้นที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
.jpg&w=3840&q=75)
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ การปฏิวัติอิสลาม 1979
แต่แล้วโลกก็หมุนเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง ในปี 1979 เกิดการ ปฏิวัติอิสลาม ในอิหร่านภายใต้การนำของ อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี แม้ระบอบการปกครองของอิหร่านจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ไทยเราใช้ไหวพริบทางการทูตที่ยอดเยี่ยม
โดยการให้การรับรองรัฐบาลใหม่ มิตรภาพของเราจึงไม่ขาดตอน แต่เปลี่ยนรูปแบบไปเป็น "พันธมิตรทางเศรษฐกิจ" แทน อิหร่านกลายเป็นตลาดข้าวรายใหญ่ของไทย ส่วนเราก็ได้ความมั่นคงทางพลังงานจากน้ำมันของอิหร่านเป็นการแลกเปลี่ยน
หากเราลองกางแผนที่ประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศออกมาดูคู่กัน จะเห็นความน่าอัศจรรย์ใจ เพราะไทยกับอิหร่านต่างเผชิญ "พายุ" ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันเสมอ เหมือนเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมที่เติบโตมาพร้อม ๆ กัน
ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ในขณะที่อิหร่านกำลังสร้างชาติใหม่ภายใต้ราชวงศ์ปาห์ลาวีที่เน้นความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ไทยเราก็เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เพื่อก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน
พอถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1941) ทั้งสองประเทศต่างตกที่นั่งลำบากจากการถูกมหาอำนาจกดดัน อิหร่านถูกอังกฤษและโซเวียตรุกรานเพื่อคุมเส้นทางน้ำมัน ในขณะที่ไทยก็ต้องตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อรักษาเอกราชส่วนใหญ่เอาไว้
ความคล้ายคลึงกันยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงสงครามเย็น (ค.ศ. 1950-1970) ขณะที่อิหร่านพยายามปฏิรูปประเทศด้วย "การปฏิวัติขาว" เพื่อกระจายที่ดินและเพิ่มสิทธิสตรีจนเกิดแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยม
ในฝั่งไทยเราก็กำลังเร่งวางรากฐานแผนพัฒนาเศรษฐกิจและเผชิญกับความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองอย่างรุนแรง ซึ่งทั้งสองประเทศต่างผ่านเหตุการณ์นองเลือดและการประท้วงของนักศึกษาครั้งใหญ่ในช่วงปี 1973-1976 (เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ของไทย กับการประท้วงขับไล่ชาห์ในอิหร่าน) มาเหมือนกัน
จนกระทั่งถึงปี 1979 ที่อิหร่านก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะสาธารณรัฐอิสลาม และไทยต้องรับมือกับภัยคุกคามรอบด้านจากสงครามอินโดจีน
แม้เส้นทางทางการเมืองจะเริ่มแยกห่างจากกัน แต่สายสัมพันธ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัย "เฉกอะหมัด" ก็เป็นกาวใจชั้นดีที่ทำให้ความสัมพันธ์ระดับประชาชนและการค้ายังคงเหนียวแน่น
บทสรุปของมิตรภาพ 400 กว่าปีนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสนธิสัญญาหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่พิสูจน์ว่า แม้ระบอบการปกครองจะเปลี่ยนไป ศาสนาจะต่างกัน หรือโลกจะวุ่นวายเพียงใด แต่ถ้าพื้นฐานความสัมพันธ์วางอยู่บนความเคารพและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
เหมือน "เพื่อนเก่า" ที่เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของกันและกัน มิตรภาพนั้นย่อมยืนยงข้ามผ่านกาลเวลามาได้จนถึงทุกวันนี้




