นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย - กัมพูชา ในขณะนี้ว่า หลังกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยตั้งแต่เมื่อวาน 24 ก.ค. การปะทะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ซึ่ง สถานการณ์ในพื้นที่ยังทรงตัว ขณะที่กองทัพเราเริ่มเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ตกค้างแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สำคัญ เช่น ที่ปั๊มน้ำมันใน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน และเพื่อรักษาความปลอดภัยของพื้นที่ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาตลอด
พร้อมย้ำว่า การกระทำของกัมพูชาที่เริ่มเปิดฉากปะทะก่อน และการที่กัมพูชาโจมตีพลเรือนและทหารไทย จนมีผู้เสียชีวิต และทรัพย์สินเสียหาย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรแห่งสหประชาชาติ และเป็นการละเมิดศีลธรรมขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ควรจะได้รับ
ขณะที่ จำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากรายงานล่าสุดของ กระทรวงสาธารณสุขไทย นิกรเดช ระบุว่า มี ผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ราย เป็นพลเรือน 13 ราย ทหาร 1 ราย ในจำนวนนี้ มีเด็กอายุเพียง 8 ขวบ และ 15 ปีรวมอยู่ด้วย ส่วน ผู้บาดเจ็บมี 45 ราย โดยเหตุปะทะยังเกิดขึ้นกระจายในจังหวัดชายแดนศรีสะเกษ , สุรินทร์ , บุรีบุรีรัมย์ และอุบลราชธานี
โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไปอยู่ในที่ปลอดภัย และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนอย่างที่สุด
ไม่กังวล ‘กัมพูชา’ โล่ฟ้อง ‘UNSC’ มั่นใจไทยชี้แจงได้
ส่วนการชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้ นิกรเดช เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.ค.) กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาแล้ว รวมถึงการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต และได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติด้วย
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเอกอัครราชทูตปากีสถาน ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประจำเดือน ก.ค. 2568 เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงเหตุการณ์การใช้กำลังที่เริ่มโดยฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวของไทยเป็นเอกสาร เพื่อให้สมาชิกได้รับรับทราบอย่างเป็นทางการ
โดยในเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนิวยอร์ก หรือตีสองของไทย คณะมนตรีความมั่นคงของของสหประชาชาติ จะจัดการประชุมแบบปิด เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งการประชุมลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นปกติ เมื่อมีการปะทะระหว่าง 2 ประเทศ โดยไม่ใช่การประชุม เพื่อลงมติใดๆ แต่เป็นการหารืออย่างเป็นทางการ โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยสมาชิก UNSC 15 ประเทศ รวมทั้งตัวแทนจากไทยและกัมพูชา ซึ่งผู้แทนไทยจะเข้าร่วมและชี้แจงในครั้งนี้ด้วย คือ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
ขณะที่ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย โดยหลังจากนี้จะมีการแถลงข่าวเพื่ออัพเดตความคืบหน้าการประชุม
โต้ ‘กัมพูชา’ ปมใส่ร้ายสร้างความเสียหาย ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ ยันเป็นไปไม่ได้ ชี้จุดปะทะห่างจากปราสาท 2 กม. จ่อทำหนังสือชี้แจงเป็นทางการ
ส่วนกรณีที่ กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่ากองทัพไทยสร้างความเสียหายให้ตัว ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรมภายใต้กรอบยูเนสโก้
นิกรเดช ระบุ กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงว่าการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 24 ก.ค. ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน บริเวณห้วยตามาเรีย และภูมะเขือ ซึ่งพื้นที่ห่างจากปราสาทพระวิหาร 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดกระทบไปถึงตัวปราสาท โดยหลังจากนี้ฝ่ายไทยจะมีหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดย นิกรเดช ยังแสดงความห่วงใย และฝากถึงประชาชนคนไทยว่า
“ความขัดแย้งและการปะทะที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลและกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ จึงขอให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน ไทยและกัมพูชาก็ยังเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันต่อไป”
— นิกรเดช
ขอคนไทยแยกแยะ ชี้ความขัดแย้งและการปะทะที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลและกองทัพของ 2 ประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ
เมื่อถามว่ากัมพูชาพยายามดันเรื่องให้ไปถึง UNSC และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง นิกรเดช ชี้แจงว่า ใน กรณีของ UNSC เราไปตรงนั้น เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแสดงจุดยืนของประเทศไทย กัมพูชาก็ต้องการที่จะไปเพื่อชี้แจง และฟ้อง UNSC ในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริงอย่างไร ก็ต้องติดตาม แต่ตนมั่นใจว่าในส่วนของไทยเป็นความจริง ส่วนเรื่องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกัน หากถามว่าไทยพร้อมที่จะดูแลหรือไม่ เราพร้อมทั้ง 2 เวที
“ใน UNSC เราก็มีสิทธิ์ชี้แจงเท่าๆกับกัมพูชา เรายึดมั่นในข้อเท็จจริง เราเป็นผู้ถูกโจมตีก่อน เราดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย ดังนั้น ไม่มีอะไรน่ากังวล ส่วนของศาลโลก เราไม่รับอำนาจของศาลโลก แต่เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เรามีความพร้อม มีการพูดคุยกับนักกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เป็นที่ปรึกษาของเรา และมีการเตรียมตัวโดยกรมสนธิสัญญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และมีความมั่นใจเต็มที่”
— นิกรเดช



