พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เรือสินค้าไทย MV Mayuree Naree (มยุรีนารี) เกิดเหตุระเบิดได้รับความเสียหายในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือไทยต้องอพยพออกจากเรือ โดยขณะนี้ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ได้รับการช่วยเหลือและนำขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว จากการปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพเรือโอมาน
เมื่อคืนที่ผ่านมา (11 มีนาคม 2569) พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ส่งข้อความด่วนตรงถึง พล.ร.ต.ซาอีฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี (Saif bin Nasser Al Rahbi) ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ
ในขณะเดียวกัน กองทัพเรือยังคงมี ความห่วงใยต่อชะตากรรมของลูกเรือไทยอีก 3 คน ที่ยังตกค้างบนเรือ โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือโอมาน ในการเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการพบและช่วยเหลือลูกเรือที่ยังตกค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด
กองทัพเรือยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง มัสกัต เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างเต็มกำลัง
และขอยืนยันว่า จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในทุกช่องทางในการติดตามและช่วยเหลือลูกเรือไทยที่เหลือจนกว่าจะได้รับความชัดเจน
พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ เปิดเผยถึงการช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 23 คน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เรือสินค้าไทย 'มยุรีนารี' ได้รับความเสียหายในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งล่าสุดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ประกาศความรับผิดชอบต่อการโจมตีที่เกิดขึ้นแล้ว
โดยกองทัพเรือได้ให้กำลังพลที่ประจำการอยู่ในกองกำลังทางทะเลผสม (CMF) ที่ประเทศบาห์เรน ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่เพื่อประสานงานกับกองทัพเรือโอมาน ในการช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างเต็มที่
ซึ่งในขณะนี้ยืนยันว่าลูกเรือไทย จำนวน 20 คน ปลอดภัยแล้ว แม้บางรายจะมีอาการบาดเจ็บบ้างเล็กน้อย โดยบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือมยุรีนารี ก็ได้รับผิดชอบดูแลลูกเรือทั้งหมด เพื่อส่งตัวกลับประเทศไทย
ขณะเดียวกัน เสนาธิการทหารเรือ ระบุว่า ลูกเรืออีก 3 คน ที่เหลือ ซึ่งทราบว่าเป็นช่างเครื่อง ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าในขณะนี้ว่าปลอดภัยหรือไม่
แต่ในวันนี้ (12 มี.ค.69) กองทัพเรือจะเร่งประสานงานเพื่อช่วยให้ได้เร็วที่สุด เพื่อนำตัวไปรวมกับลูกเรือชุดก่อนหน้านี้ 20 คน
พร้อมกันนี้จะเร่งตรวจสอบว่าการโจมตีเรือมยุรีนารี เกิดจากอาวุธชนิดใด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ของเรือสินค้าต่างๆ ของไทย
ทั้งนี้ เสนาธิการทหารเรือ กล่าวเสริมว่าการโจมตีที่เกิดขึ้น ย่อมสร้างความหวังวิตกและความอันตรายต่อการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจะต้องประเมินในภาพรวมต่อไป ว่าคู่ขัดแย้งทั้งอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา จะมีท่าทีอย่างไรต่อไป
ส่วน กองทัพเรือ และ ศรชล. จะต้องกำหนดมาตรการ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การเดินเรือสินค้าและคนไทยที่ปฏิบัติงานในบริเวณดังกล่าวปลอดภัย
ส่วนการโจมตีที่เกิดขึ้น ขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) หรือไม่นั้น เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ต้องพิจารณาในด้านกฎหมายต่อไป เนื่องจากในภาวะสงคราม จะมีเรื่องของท่าทีการปฏิบัติตามที่ประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในความขัดแย้งกำหนดด้วย
ส่วนการโจมตีดังกล่าว จะมีผลต่อการปรับท่าทีทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับอิหร่าน หรือไม่นั้น เสนาธิการทหารเรือ ยืนยันว่า กองทัพเรือ และ ศรชล. จะดำเนินการตามกฎหมายและหน้าที่ ส่วนบทบาทและท่าทีด้านการต่างประเทศ ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ ซึ่งคาดว่าด้วยนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งไทยจะมีการวางตัวที่ดีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ต้องขอบคุณกองทัพเรือโอมานที่ให้การช่วยเหลือลูกเรือชาวไทย หลังจากที่ไทยเคยส่งเรือไปช่วยปราบโจรสลัด ทำให้เกิดพันธมิตรที่ดีกับกองทัพเรือ
ทั้งนี้ที่ผ่านมากองทัพเรือได้ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงในการเดินเรืออย่างต่อเนื่อง และเคยแจ้งเตือนสมาคมเจ้าของเรือไทยและบริษัทเจ้าของเรือ มาแล้ว 2 ครั้ง ในวันที่ 24 ก.พ. และ 2 มี.ค. 2569 พร้อมเสนอแนะให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
โดยวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา กองทัพเรือจัดการประชุมหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทเจ้าของเรือ ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยเรือสินค้าไทยในพื้นที่ความเสี่ยงสูง
ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ทำหน้าที่เป็น ‘จุดประสานหลัก’ ในการติดตามสถานการณ์เรือไทยที่กำลังจะเข้าหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงบริเวณ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ พร้อมรายงานสถานการณ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกวัน




