ย้อน ปวศ. '15 ผบ.ตร.' ใครอยู่จนเกษียณฯ ใครพ้นเก้าอี้ก่อนเวลา

23 ก.ค. 2569 - 19:23

  • จาก ‘ประชา’ ถึง ‘อดุลย์’ เส้นทางเก้าอี้ที่ไม่เคยนิ่ง

  • หลังปี 2557 เก้าอี้ ผบ.ตร. กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น 

  • จับตา ‘บิ๊กราญ’ กับโจทย์ 7 ปีบนเก้าอี้สีกากี 

ย้อน ปวศ. '15 ผบ.ตร.' ใครอยู่จนเกษียณฯ ใครพ้นเก้าอี้ก่อนเวลา

ตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถือเป็นหนึ่งในเก้าอี้สำคัญที่สุดของระบบราชการไทย เพราะไม่ได้มีเพียงบทบาทในการบริหารองค์กรตำรวจและกำลังพลทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นตำแหน่งที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์ความมั่นคง การเมือง และความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุค 

หากย้อนกลับไปตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจาก ‘กรมตำรวจ’ สู่ ‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ ที่เกิดขึ้นในปี 2541 ‘สตช.’ มีผู้ดำรงตำแหน่ง ‘ผบ.ตร.’ แล้ว 15 คน โดยเส้นทางของแต่ละคนไม่ได้เหมือนกัน บางคนสามารถอยู่ในตำแหน่งจนถึง ‘วันเกษียณอายุราชการ’ ขณะที่บางคนต้อง ‘พ้นจากเก้าอี้’ ก่อนกำหนด จากการโยกย้าย การปรับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือสถานการณ์ทางการเมือง  

โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ในจำนวนอดีต ‘ผบ.ตร. 15 คน’ มี 9 คน หรือ 60% ที่สามารถ ‘ดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการ’ ขณะที่ 6 คน หรือ 40% ‘พ้นจากตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการ’ 

จาก ‘ประชา’ ถึง ‘อดุลย์’ เส้นทางเก้าอี้ที่ไม่เคยนิ่ง 

ผบ.ตร. คนแรกหลังการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ คือ ‘พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก’ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2541 ก่อนลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 เพื่อเข้ารับตำแหน่ง ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน' ใน ‘รัฐบาลชวน หลีกภัย’ ถือเป็นการพ้นจากตำแหน่งจากการเข้าสู่สนามการเมือง 

หลังจากนั้น ‘พล.ต.อ. พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์’ เข้ารับตำแหน่งในปี 2543 และปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระ ก่อนเกษียณอายุราชการตามปกติ 

ขณะที่ ‘พล.ต.อ. สันต์ ศรุตานนท์’ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2544-2547 ซึ่งตรงกับรัฐบาล ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ถือเป็นอีกหนึ่งที่เผชิญแรงกดดันระหว่างดำรงตำแหน่ง โดยในช่วงปลายวาระมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ สำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนเกษียณอายุราชการในปีเดียวกัน 

ส่วน ‘พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ’ แม้จะเคยเผชิญมรสุมจากคำสั่งทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 แต่ภายหลังได้รับการคืนสิทธิและกลับมาปฏิบัติหน้าที่ ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง จึงถูกนับเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ครบวาระ 

สำหรับ ‘พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส’ เป็นหนึ่งในผู้ดำรงตำแหน่งที่มีช่วงเวลาสั้นที่สุด โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ก่อนถูกคำสั่งให้ไปช่วยราชการ และต่อมามีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนในเดือนเมษายน 2551โดยมีความเชื่อว่าเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง (รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช) อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการคืนสิทธิและได้รับการนับการเกษียณในฐานะอดีต ผบ.ตร. 

ด้าน ‘พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ’ ถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัย ‘รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์'  ต่อมา ‘ชวรัตน์ ชาญวีรกูล’ รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ต่อมาถูกสั่งย้ายไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ในสมัย ‘รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ 

อีกกรณีสำคัญคือ ‘พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี’ ซึ่งถูกโยกย้ายไปรับตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในปี 2554 ภายหลังรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ เข้าบริหารประเทศ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดทางให้ ‘พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์’ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน 

ต่อมา ‘พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว’ ต้องพ้นจากตำแหน่งหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เมื่อ คสช. มีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานตำรวจ 

หลังปี 2557 เก้าอี้ ผบ.ตร. กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น 

หลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2557 เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเริ่มมีความต่อเนื่องมากขึ้น โดย พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์, พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ต่างดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการ 

ขณะที่ ‘พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล’ แม้เคยเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งภายในองค์กร และถูกสั่งให้ไปช่วยราชการชั่วคราวในช่วงหนึ่ง แต่ภายหลังกลับมาปฏิบัติหน้าที่ และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งตามปกติ 

จับตา ‘บิ๊กราญ’ กับโจทย์ 7 ปีบนเก้าอี้สีกากี 

สำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งล่าสุด คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติเห็นชอบให้ ‘พล.ต.อ. สำราญ นวลมา’ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 โดยอยู่ระหว่างเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 

สิ่งที่ทำให้การขึ้นมารับตำแหน่งของ ‘บิ๊กราญ’ ถูกจับตามอง คือช่วงเวลาการรับราชการที่ยังเหลืออยู่ โดยมีอายุราชการคงเหลือประมาณ 7 ปี ซึ่งถือว่ายาวนานเมื่อเทียบกับธรรมชาติของตำแหน่ง ผบ.ตร. ในหลายยุคที่ผ่านมา 

หากสามารถดำรงตำแหน่งได้ต่อเนื่องตามกรอบอายุราชการ จะเปิดโอกาสให้สามารถวางแนวนโยบายและขับเคลื่อนองค์กรตำรวจในระยะยาว แตกต่างจากอดีตหลายยุคที่เก้าอี้ ผบ.ตร. ต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมและการเปลี่ยนแปลงก่อนถึงวันเกษียณ 

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้สะท้อนว่า ‘อายุราชการที่เหลือ’ ไม่ได้เป็นหลักประกันของความมั่นคงบน ‘เก้าอี้’ เพราะตำแหน่งนี้ยังต้องเผชิญกับปัจจัยทั้งภายในองค์กร ความคาดหวังของสังคม และบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

โจทย์ของ ผบ.ตร. คนที่ 16 จึงไม่ได้มีเพียงการบริหารองค์กรตำรวจ แต่รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น การปรับตัวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการพิสูจน์ว่าเก้าอี้ ผบ.ตร. ในยุคใหม่ จะสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคงเพียงใด 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์