น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย พร้อม 'จินนี่' ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยหาเสียงขอคะแนนให้ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 10 เขต โดยคณะของพรรคไทยสร้างไทย เดินทางไปสักการะตาพรานบุญ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดยางใหญ่ อ.ท่าศาลา ตลอดจนมนัสการพระประธาน และสักการะไอ้ไข่ ที่วัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช
โดย น.ต.ศิธา มองว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถเป็นเมืองหลวงของ 'การท่องเที่ยวสายมู' ได้ โดยยกตัวอย่างช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่งสายการบินแทบจะปิดกิจการกันหมด แต่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเที่ยวบินเต็มเที่ยว วันละประมาณ 10 เที่ยวบิน มาลงที่นี่ จนตอนนี้ มีสนามบินนานาชาติสร้างแล้ว
“เราลงทุนไปเยอะในจังหวัดที่มีศักยภาพ แต่การสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่เพียงพอ ถ้ารัฐบาลปรับให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างชาติพร้อมจะมาเที่ยว” น.ต.ศิธา ระบุ
ขณะที่ ยศสุดา กล่าวว่า การท่องเที่ยวสายมู กำลังเป็นกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะจากในโซเชียลมีเดีย ที่มักจะมีการแชร์สถานที่กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โด่งดังต่างๆ
น.ต.ศิธา กล่าวเสริมว่า รัฐบาลที่หาเงินไม่เป็น ต้องมาดูงานที่วัดไอ้ไข่ การเอาวัฒนธรรมไทยมาเป็นอินเตอร์ให้คนต่างชาติมีความสนใจที่จะมาเที่ยว ในต่างประเทศมีการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านหนัง หรือการ์ตูน แต่ไทยลงทุนแค่สิ่งปลูกสร้าง แล้วปล่อยให้รกร้าง คนไทยที่มีความสามารถ ก็ต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และพรแสวงผลักดันตัวเองถึงจะสำเร็จ
“แต่ถ้าไทยสร้างไทย เบอร์ 32 ได้เป็นรัฐบาล จะส่งเสริมตรงนี้ จัดอีเวนต์ระดับโลก 12 เดือน ทุกจังหวัดมีจุดขายโปรโมทความเป็นไทยในแบบของตัวเอง และปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน เช่น โรงแรมเล็ก และใบอนุญาตค้าขายสินค้าต่างๆ เป็นต้น” น.ต.ศิธา ระบุ
โดย น.ต.ศิธา มองว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถเป็นเมืองหลวงของ 'การท่องเที่ยวสายมู' ได้ โดยยกตัวอย่างช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่งสายการบินแทบจะปิดกิจการกันหมด แต่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเที่ยวบินเต็มเที่ยว วันละประมาณ 10 เที่ยวบิน มาลงที่นี่ จนตอนนี้ มีสนามบินนานาชาติสร้างแล้ว
“เราลงทุนไปเยอะในจังหวัดที่มีศักยภาพ แต่การสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่เพียงพอ ถ้ารัฐบาลปรับให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างชาติพร้อมจะมาเที่ยว” น.ต.ศิธา ระบุ
ขณะที่ ยศสุดา กล่าวว่า การท่องเที่ยวสายมู กำลังเป็นกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะจากในโซเชียลมีเดีย ที่มักจะมีการแชร์สถานที่กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โด่งดังต่างๆ
น.ต.ศิธา กล่าวเสริมว่า รัฐบาลที่หาเงินไม่เป็น ต้องมาดูงานที่วัดไอ้ไข่ การเอาวัฒนธรรมไทยมาเป็นอินเตอร์ให้คนต่างชาติมีความสนใจที่จะมาเที่ยว ในต่างประเทศมีการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านหนัง หรือการ์ตูน แต่ไทยลงทุนแค่สิ่งปลูกสร้าง แล้วปล่อยให้รกร้าง คนไทยที่มีความสามารถ ก็ต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และพรแสวงผลักดันตัวเองถึงจะสำเร็จ
“แต่ถ้าไทยสร้างไทย เบอร์ 32 ได้เป็นรัฐบาล จะส่งเสริมตรงนี้ จัดอีเวนต์ระดับโลก 12 เดือน ทุกจังหวัดมีจุดขายโปรโมทความเป็นไทยในแบบของตัวเอง และปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน เช่น โรงแรมเล็ก และใบอนุญาตค้าขายสินค้าต่างๆ เป็นต้น” น.ต.ศิธา ระบุ








