‘ไทยสร้างไทย’ ยินดีต้อนรับ ‘หมออ๋อง’ หากถูกขับพ้น ‘ก้าวไกล’

28 ก.ย. 2566 - 14:42

  • ยินดีต้อนรับ! ‘ไทยสร้างไทย’ พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’

  • หากถูกขับพ้น ‘ก้าวไกล’ ชี้เป็นเอกสิทธิ์ ‘ปดิพัทธ์’ จะอยู่หรือไป

  • โวฝ่ายค้านร่วมมือตรวจสอบรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ขวางทุกเรื่อง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่แล้ว

Thai_Sang_Thai_Party_welcomes_Padipat_if_expel_from_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Hero_e48fc10c19.jpg

น.ต.ศิธา ทิวารี สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีพรรคก้าวไกล มีกำหนดประชุมหาความชัดเจนเรื่องตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งมีกระแสข่าวการขับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ออกจากพรรค และพรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดประตูต้อนรับหรือไม่นั้น

โดย น.ต.ศิธา ระบุว่า เป็นเรื่องกระบวนการภายในของพรรคก้าวไกล และเป็นสิทธิ์ของ ปดิพัทธ์ ว่าจะออกหรือไม่ออก และพรรคก้าวไกลก็มีมติได้ว่าจะให้ ปดิพัทธ์ ลาออกหรือไม่ แต่หาก ปดิพัทธ์ไม่ลาออก พรรคก้าวไกลก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ทำได้อย่างเดียวคือต้องขับออก หากต้องการตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

"หากพรรคก้าวไกล ขับนายปดิพัทธ์ ออกมา ซึ่งนายปดิพัทธ์ ยังไม่พ้นสภาพ สส. สามารถเป็นต่อได้อีก 30 วัน ส่วนนายปดิพัทธ์ จะไปอยู่พรรคไหนก็ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ การที่ไปบอกว่าให้นายปดิพัทธ์ มาอยู่กับพรรคไทยสร้างไทย หากไม่เข้าใจกัน แต่พูดไปแล้วก็อาจจะเป็นการล้ำเส้น และอาจจะเกิดความคลางแคลงใจกัน ซึ่งทุกวันนี้ ผมเชื่อฝ่ายค้านก็ร่วมมือกันในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์จริงๆ ไม่ได้ค้านทุกเรื่อง ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่แล้ว แต่หากนายปดิพัทธ์ จะอยู่กับพรรคไทยสร้างไทยก็ยินดีต้อนรับ แต่คงไม่แสดงความคิดเห็นว่าอยากให้เข้ามา" น.ต.ศิธา ระบุ

Thai_Sang_Thai_Party_welcomes_Padipat_if_expel_from_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Photo03_cce074c4d3.jpg
ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 (แฟ้มภาพ)

‘ศิธา’ หนุนดึงเรื่องใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน ทำ ‘พนันออนไลน์-กาสิโน’ ถูกกฎหมาย พร้อมมอง ‘เศรษฐา’ มีฐานะดีอยู่แล้ว หลังประกาศไม่รับเงินเดือน-เบี้ยประชุม

น.ต.ศิธา ทิวารี สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงปัญหาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ทุกๆเรื่อง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ค่อยๆ ปรับให้ดีขึ้นและลงตัวขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ได้ติดตามและรับฟังจากกลุ่มต่างๆ อาจจะเป็นความรู้สึกจากคนสองกลุ่มที่ตำรวจรู้สึก จึงเห็นว่า หากมองแง่บวกก็นำประเด็นต่างๆ ที่เป็นปัญหาขึ้นมาแก้ไข เช่น ที่มีการให้สัมภาษณ์ว่า ควรเห็นใจและปล่อยให้ตำรวจมีที่ยืนบ้าง ซึ่งส่อให้เห็นว่า แสดงว่ามีอะไรที่ไม่ถูกต้องอยู่หรือไม่ หรือที่ระบุว่าจะต้องตรวจสอบทั้งหมดหรือไม่ จะได้ตายกันทั้งหมด"

"ผมอยากบอกว่าทั้ง 2 ฝ่าย ควรจะพูดความจริง และทำให้ถูกต้องทั้งหมด โดยทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้องก็จะปลอดภัย ไม่โดนมาตรา 157 ด้วย ซึ่งจะทำให้สิ่งที่อยู่ใต้ดินกลับขึ้นมาบนดิน ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง เมื่อไปบริโภคข่าวสารก็จะมองว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของเว็บหรือเครือข่ายที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ใช่ตัวแม่จริงหรือไม่ ซึ่งมันต้องมีอะไร" น.ต.ศิธา ระบุ    

ดังนั้น หากต้องตรวจสอบแล้วร่วมมือกันทำให้ถูกต้อง ยิ่งรัฐบาลนี้เปิดมา ก็จะทำเรื่องใต้ดินมาอยู่บนดิน ทำเรื่องพนันออนไลน์และกาสิโนให้ถูกกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องบอกว่า ไม่มีการพนันและกาสิโนเลย เป็นเรื่องที่ถูกที่สุดแต่ที่แย่ที่สุดคือ มีแล้วฝังไว้ใต้ดิน แม้แต่ประเทศทั่วโลกหนักเรื่องพวกนี้ แม้แต่ประเทศที่เคร่งกว่าเรา ก็เอาเรื่องนี้มาทำให้ถูกหมดแล้ว แต่ประเทศเรากลับกลายเป็นว่าไปบังแล้วกดเรื่องพวกนี้ไว้ใต้ดิน

ส่วนกรณี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศไม่รับเงินเดือนและเบี้ยประชุม โดยจะมอบให้มูลนิธิต่างๆ นั้นมองว่า ทุกคนก็เสียสละอยู่แล้ว เพียงแต่นายกรัฐมนตรีมีฐานะที่ดีกว่า

Thai_Sang_Thai_Party_welcomes_Padipat_if_expel_from_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Photo01_d983497b67.jpg

‘ไทยสร้างไทย’ อัด ‘สพฉ.’ ค้างเงินกู้ภัย ฝากถึง ‘เศรษฐา-ชลน่าน’ ถ้ารัฐบาลดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง ต้องจัดสรรงบให้อาสาสมัครช่วย ด้าน ‘สธ.’ รับปาก ไม่เกินสิ้นเดือนตุลาคม จะเร่งเบิกจ่ายให้ครบถ้วน

ที่รัฐสภา น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเมือง พรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย ชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด คณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย รับหนังสือร้องเรียนจากทีมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัย กรณีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ค้างจ่ายเงินสนับสนุนมากว่า 8 เดือน

ตัวแทนเครือข่ายผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเรียกร้องเงินตอบแทน แต่เงินนี้เป็นค่าสนับสนุนตามกฎหมายที่ให้ สพฉ.จ่ายให้โรงพยาบาลทั่วประเทศด้วย จึงมาเป็นตัวแทนติดตามค่าชดเชยให้ทีมอาสาสมัคร เพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน ก่อนหน้านี้ได้มีการทวงถามไปที่ สพฉ.แล้ว ได้คำตอบกลับมาว่า ตอนนี้ยังมีงบประมาณอยู่ 1,050 ล้านบาท แต่มีปัญหาเรื่องระบบการตรวจสอบ ซึ่งจะมีการทยอยจ่ายเงินที่ค้างจ่าย แต่ทุกวันนี้ มีเพียงแค่การจ่ายเงินรอบปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้จ่ายที่ค้างจ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม ที่รวมแล้วกว่า 800 ล้านบาท

"ยืนยันว่า จะไม่หยุดวิ่งรถกู้ภัยและจะไม่เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน แต่จะเรียกร้องภาครัฐให้จัดการเรื่องอย่างเร่งด่วน" ตัวแทนเครือข่ายผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน ระบุ

ขณะที่ น.ต.ศิธา กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและสวัสดิการต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อการสนับสนุนจากภาครัฐไม่เข้มแข็งพอ ก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่เข้ามาทำในกรณีฉุกเฉินต่างๆ และภาครัฐที่ไม่สามารถทำได้เองอย่างทั่วถึง ก็ต้องมีเงินสนับสนุนเป็นกลไกอย่างหนึ่ง แม้ว่าอาสาสมัครจะได้รับเงินสนับสนุน 350 บาทต่อเคส แต่ก็ต้องใช้อุปกรณ์ รถ ค่าน้ำมัน และค่าอบรมเอง พอหยุดเงินสนับสนุนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ทำให้หลายหน่วยงานวิ่งต่อไปไม่ได้ อยากฝากไปถึงรัฐบาลให้ช่วยดูแลตรงนี้ เพื่อให้ทุกคนที่มาทำงานอาสาเพื่อประชาชนมีลมหายใจต่อไปได้ เช่นเดียวกับกรณีช่วงกาาระบาดของโควิด-19 ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็มีเงินงบประมาณสนับสนุนบุคคลากรทางการแพทย์กว่า 2 แสนล้านบาท บางคนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่ตอนนี้ ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ พอไปทวงถามก็บอกว่าเงินหมดแล้ว

ทั้งนี้ ขอฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ว่า นโยบายการแพทย์ฉุกเฉินทั้งภาคพื้นและทางอากาศ ตนเองเห็นด้วย แต่เรื่องที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน คือการใช้งบฯ ไม่ว่าจะเป็นงบฯลับ งบฯฉุกเฉิน และที่สำคัญกว่านั้น คืองบประมาณที่ให้กับประชาชนที่อาสาเสียสละมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในวันที่กลไกของภาครัฐไม่ครอบคลุม

"แต่ถ้าเราไม่จ่ายเงินสนับสนุน เขาก็อยู่ไม่ได้ และอีกหน่อย อาสาสมัครก็จะน้อยลง แต่การจัดสรรแบ่งงบประมาณตั้งหลายล้านล้าน ออกมาดูแลคนที่เขามีจิตอาสาช่วยเหลือรัฐบาล ช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลจะเบาแรงและใช้งบประมาณแผ่นดินคุ้มค่า น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอีกมาก ถ้าท่านดูแลประชาชนได้ตามรัฐธรรมนูญ ตามสิทธิที่เขาควรได้รับ ประชาชนไม่ต้องมาเหนื่อยยากขนาดนี้ นี่เขามีควาสมัครใจมาดูแลให้แล้ว ถ้าท่านดูแลเขาได้ดี คนเหล่านี้จะเป็นกระบอกเสียงให้ท่านด้วยซ้ำ เราไม่ได้เสียดายคะแนนเสียง ถ้ารัฐบาลทำได้ดี เขาจะสนับสนุนท่านเพราะประชาชนอยู่ดีกินดี เราก็เห็นดีด้วย" น.ต.ศิธา กล่าว

ส่วนในการประชุมสภาฯ ชัชวาล ได้ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะถึงสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมี สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มาชี้แจง ทั้งนี้ ชัชวาล ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบาก โดยเฉพาะการจัดการเงินกองทุน ที่ถูกค้างจ่ายให้กับอาสาผู้ปฏิบัติงาน นานกว่า 7 เดือน รวมทั่วประเทศกว่า 800 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จึงขอทวงถามไปยังกระทรวงสาธารณสุข ว่าทราบหรือไม่ว่า สพฉ. ค้างจ่ายเงิน ให้กับอาสาสมัครกู้ภัยนานกว่า 7 เดือน

ด้าน สันติ ยืนยันว่า กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เรียก สพฉ.มาสอบ ซึ่งพบว่า มีการใช้บริการหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับระบบบริหารจัดการที่ไม่ทันสมัย เนื่องจากใช้มาเป็นเวลานาน จึงเกิดความล่าช้าและล่ม ซึ่งพยายามแก้ไข และหลายส่วนสามารถกลับมาดำเนินการได้แล้ว โดยเฉพาะการกู้ข้อมูลกลับคืนมา ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และตัวระบบจะแล้วเสร็จช่วงต้นเดือนตุลาคม จากนั้น จะผ่านกระบวนการรับรองในระดับจังหวัด ซึ่งคาดว่าไม่เกินเดือนตุลาคม จะจ่ายได้ครบถ้วน พร้อมย้ำว่า เมื่อระบบกลับมาสมบูรณ์ การดำเนินการเบิกจ่ายจะสามารถทำได้ใน 30 วัน เช่นเดิม

Thai_Sang_Thai_Party_welcomes_Padipat_if_expel_from_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Photo02_01dcd9d96f.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์