‘ศบ.ทก.​’ ยันไทยไม่เพิกเฉย​ จ่อประท้วงกัมพูชา หากวางทุ่นระเบิดใหม่​

18 ก.ค. 2568 - 15:32

  • ‘ศบ.ทก.​’ ยันไทยไม่เพิกเฉย​ จ่อประท้วงกัมพูชา หากวางทุ่นระเบิดใหม่​ ผิดอนุสัญญา​ออตตาวา​ ปี​ 2542 ขอ ‘ปชช.’ เชื่อมั่น​หากพบรุกล้ำอธิปไตย​พร้อมตอบโต้​ทันที​

  • เผย​ผลหารือร่วม​เหตุ ‘หญิงกัมพูชา’ ทำวุ่นปราสาทตาเมือนธม​ คัดกรองเข้มนักท่องเที่ยว​ หากเกิดเหตุให้ชุดประสานปราสาทดำเนินการ​ ห้ามเรียกกำลังเพิ่ม​ หวังลดการเผชิญหน้า

‘ศบ.ทก.​’  ยันไทยไม่เพิกเฉย​ จ่อประท้วงกัมพูชา หากวางทุ่นระเบิดใหม่​

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมด้วย มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ​ ศบ.ทก.​

พล.ร.ต.สุร​สันต์​ ได้ชี้แจงกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า พล.อ.ณัฐพล​ นาคพาณิชย์ ​รมช.กลาโหม​ รักษาราชการแทนรมว.กลาโหม และในฐานะ ผอ.ศบ.ทก​ ได้ลงพื้น จ.อุบลราชธานี โดยเดินทางไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เพื่อเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากการเหยียบกับระเบิด​ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ช่องบก​ จังหวัดอุบลราชธานี โดยทหารทั้ง 3 นาย​ อยู่ในสภาวะขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม ปัจจุบันได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคณะแพทย์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน​ และทันท่วงทีจนอาการทหารทั้ง 3 นายอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

พล.ร.ต.สุร​สันต์​ กล่าวว่า สำหรับพลทหารที่เหยียบกับระเบิดจนทำให้ขาด้านซ้ายขาด ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้มีมาตรการในการช่วยเหลือด้านสวัสดิการให้กับกำลังพล อย่างเต็มที่ โดยมีการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้นจากพลทหารเป็นสิบเอก​ หลังจากรักษาตัวเสร็จด้วยเหตุสูญเสียจากการรบ​

นอกจากนี้ ยังได้รับบำเหน็จเดือนละ 15,600 บาท หากรวมเงินรายเดือนจากหน่วยงานต่างๆคาดว่าจะได้รับเงินจำนวนถึง 29,800 บาทต่อเดือน​ และยังได้รับเงินก้อนจากหน่วยงานองค์กรต่างๆรวมทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งทางราชการ ได้เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ที่กำลังพลได้ปฏิบัติช่วยเหลือทางราชการ มองเห็นการบรรจุทายาททดแทน​ ซึ่งทางพี่สาวของกำลังพลดังกล่าวประสงค์ที่จะรับราชการ ก็จะมีการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษด้วย นอกจากนี้รายทหารดังกล่าว ยังได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้น 2 ประเภท 1 และบัตรทหารผ่านศึกชั้นที่ 3 ที่จะมีสิทธิลดค่าน้ำ​ ค่าไฟ และค่าเดินทางตลอดชีวิตของกำลังพล

พล.ร.ต.สุร​สันต์​ ยังเปิดเผยว่า หน่วยทุ่นระเบิด​ กองทัพบก​ ได้ส่งหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐานนำมาวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดอย่างละเอียดซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้เวลา 2-3 วัน​ เพื่อให้ได้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชัดเจนในเรื่องของชนิดและห้วงเวลาที่มีการวางทุ่นระเบิด ว่าจะเป็นการวางทุ่นระเบิดขึ้นมาใหม่หรือเป็นของเดิม ซึ่งเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือว่าเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวา​ ว่าด้วยการห้ามใช้และเก็บสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล​ เพราะไทยและกัมพูชา​ เป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวตั้งแต่ปีพ.ศ. 2542 พร้อมเน้นย้ำว่าทางรัฐบาลไทย ถ้ามีการตรวจพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่มีการวางใหม่ ฝ่ายไทยจะไม่เพิกเฉย

หากมีการพบว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยของไทยทางเราจะมีการดำเนินการโต้ตอบอย่างชัดเจน พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจถึงสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นทางฝ่ายไทยได้ยึดมั่นในการใช้ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นหลักการที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด ในการยึดถือปฏิบัติตามหลักสากลโดยข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะนำไปสู่การปฏิบัติของฝ่ายไทยต่อไป

พล.ร.ต.สุร​สันต์ กล่าว

เผย​ผลหารือร่วม​เหตุ ‘หญิงกัมพูชา’ ทำวุ่นปราสาทตาเมือนธม​ คัดกรองเข้มนักท่องเที่ยว​ หากเกิดเหตุให้ชุดประสานปราสาทดำเนินการ​ ห้ามเรียกกำลังเพิ่ม​ หวังลดการเผชิญหน้า

ส่วนกรณีที่หญิงชาวกัมพูชาตะโกนใส่ทหารไทย ที่บริเวณ ปราสาทตาเมือนธม​ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ทางฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ประชุมหารือเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมเพื่อร่วมกำหนดมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ซ้ำซ้อนอีก โดยทั้งสองฝ่ายได้ข้อสรุปว่า หากมีปัญหาจากนักท่องเที่ยวเกิดขึ้น ขอให้ชุดประสานงานประสาทที่มีอยู่ฝ่ายละ​ 7 คนดำเนินการแก้ไข ซึ่งหากเหตุเกิดจากนักท่องเที่ยวฝ่ายใดก็ให้ชุดประสานของประเทศนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการแก้ปัญหา โดยไม่ต้องเรียกกำลังพลชุดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเผชิญหน้าจากทั้งสองฝ่าย​

อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการคัดกรองนักท่องเที่ยวของแต่ละฝ่ายก่อนขึ้นมาท่องเที่ยวบริเวณปราสาทอย่างเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวขึ้นมาได้

ขณะที่ มาระตี​ ระบุว่า สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยที่ประชุม ศบ.ทก. ได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงว่า สถานการณ์จุดผ่านแดนต่างๆในภาพรวมยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ขอย้ำฝ่ายไทยยังคงมาตรการเดิมคือไม่ปิดด่าน แต่เพิ่มมาตรการควบคุมการผ่านแดนให้เข้มข้น เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยอนุโลมการผ่านแดนตามหลักมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม และตามที่ได้รายงานมาโดยตลอด

พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาประสานเวลาเปิด-ปิดด่าน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่มีความจำเป็นที่จะผ่านแดน​ และเพื่อประโยชน์ของการส่งเสริมความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน ฝ่ายกัมพูชาความจริงใจที่จะจัดการกับเรื่องนี้ตามที่ได้มีการประกาศยกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่สื่อต่างประเทศเองบางแห่งก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความจริงจังของมาตรการเหล่านี้ การดำเนินการดังกล่าวได้ผลต่อเมื่อจะมีการประสานงานในเรื่องของการบริหารจุดผ่านแดนกับฝ่ายไทย

ส่วนด้านที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ มาระตี ระบุว่า ที่ประชุมได้หารือถึงผลกระทบของมาตรการควบคุมการผ่านแดนต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจและผู้ประกอบการจากต่างประเทศด้วย โดยขอให้ฝ่ายกัมพูชาตระหนักถึงมิติดังกล่าวด้วย ว่าในบริบทของความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน มองว่าภูมิภาคของเรามีความสงบและเป็นสถานที่น่าลงทุนการปิดด่านโดยไม่มีเหตุผลและการระงับการนำเข้าสินค้าอาจจะกระทบต่อการค้าต่อระดับภูมิภาคและโลก อย่างมีนัยสำคัญ

​ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ที่ทำให้มีโทษที่ได้รับบาด 3 นาย ขอให้ทหารไทยทุกท่านที่ได้รับบาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และในระหว่างที่กองทัพบกกำลังเร่งตรวจสอบว่าเป็นทุ่นระเบิดของเก่าหรือของใหม่ หรือมีรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวข้องกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจ และเมื่อรับทราบผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ จากหน่วยงานในพื้นที่แล้วจะดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

โดยปัจจุบันทั้งไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ตั้งแต่ปี 1999 และปี 2000 ซึ่งในข้อบทแรกของอนุสัญญาดังกล่าวชัดเจนว่า ห้ามใช้​ ห้ามผลิต ภาคีมีหน้าที่ที่ต้องทำลายคลังทุ่นระเบิดที่มีอยู่ โดยฝ่ายกัมพูชาเองเป็นเจ้าภาพ การประชุมทบทวนอนุสัญญา ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 25 -​29 พ.ย.67

ดังนั้น หากการตรวจสอบแล้วพบหลักฐานที่เป็นที่ประจักษ์​ นอกเหนือจากจะเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับรัฐรัฐภาคี ที่สำคัญก็จะถือว่า ขัดต่อพันธกรณีของอนุสัญญา ซึ่งฝ่ายไทยจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงโดยตรงต่อกัมพูชาในกรอบทวิภาคี หรือมาตรการอื่นๆตามความเหมาะสม โดยเฉพาะหากพบว่า เป็นการละเมิด MOU 2543​ และละเมิดอธิปไตยของไทยด้วย

ทั้งนี้ ไทยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ไทยมีพันธกรณี ขอตอกย้ำฝ่ายไทยยังยืนยันจุดยืนที่จะเจรจาทวิภาคีกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อแก้ไขสถานการณ์ความตึงเครียดในเวลานี้ ผ่านกลไกที่มีอยู่ โดยเฉพาะ JBC RBC และ GBC ซึ่งในกรอบของ JBC ทางกระทรวงการต่างประเทศจะมีหนังสืออย่างเป็นทางการ ไปถึงฝ่ายกัมพูชา เพื่อเชิญเข้าร่วมการประชุม JBC สมัยพิเศษ ที่ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนกันยายนนี้ ที่ กทม. ตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

ฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งฝ่ายกัมพูชาจัตอบรับเข้าร่วมประชุม JBC เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียด รวมทั้งพร้อมจะใช้กรอบทวิภาคีอื่นๆเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของ 2 ประเทศสุดท้าย ขอย้ำว่าไทยจะใช้ช่องทางทางการในการสื่อสารกับกัมพูชา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์