เช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เสียงปืนใหญ่และจรวด BM-21 กึ่งก้องไปทั่วชายแดนไทย-กัมพูชา หลังทหารทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณปราสาทตาเมือนธม ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เพียงทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ยังเปิดโปงจุดอ่อนการบริหารวิกฤตของรัฐบาลเพื่อไทย
ประเด็นเริ่มต้นจากข้อกล่าวหาว่ากัมพูชาส่งเครื่องบินไร้คนขับและทหารเข้าใกล้ฐานทัพไทย พร้อมยิงจรวดใส่พื้นที่พลเรือน ขณะที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเองจากการโจมตีของไทย ความขัดแย้งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 24-30 กรกฎาคม 2568 แม้จะมีการประกาศหยุดยิงหลายครั้ง แต่กัมพูชากลับละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การสื่อสารล่าช้า และขาดทิศทาง
หนึ่งในความผิดพลาดใหญ่ของรัฐบาลเพื่อไทยคือการตอบสนองต่อสื่อมวลชนและประชาชนอย่างเชื่องช้า หลังกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมงจึงจะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
ช่วงเวลาที่เงียบงันนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องพึ่งพาข้อมูลจากกองทัพไทยที่เผยแพร่ผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ มากกว่าการรับฟังจากรัฐบาลโดยตรง
ไม่มีการประสานระหว่างหน่วยงาน
ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขาดการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และทีมสื่อสารของรัฐบาล แต่ละหน่วยงานมีการอธิบายเหตุการณ์ที่ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนไขการเจรจาและวิธีการรับรองความปลอดภัยชายแดน
กองทัพไทยต้องออกมาเป็นผู้นำในการอธิบายสถานการณ์ทางทหาร ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศยังคงเงียบเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจา สถานการณ์นี้สร้างความสับสนให้กับสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตามข่าว
การสื่อสารระดับนานาชาติแพ้ยับเยิน
ในขณะที่รัฐบาลไทยยังคิดถึงการป้องกันภาพลักษณ์ กัมพูชากลับใช้กลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุกผ่านสื่อระหว่างประเทศ อย่าง BBC และ Al Jazeera เพื่อเผยแพร่จุดยืนอย่างต่อเนื่อง
ผลที่ตามมาคือประชาคมโลกได้รับข้อมูลจากมุมมองของกัมพูชาเป็นหลัก ทำให้เกิดการรับรู้ว่าไทยอาจเป็นฝ่ายผิดหรือไม่จริงใจในกระบวนการสันติภาพ การที่ไทยเข้าถึงแพลตฟอร์มสื่อสารระหว่างประเทศได้ช้ากว่า ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว
ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ
ความล้มเหลวในการสื่อสารสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนกว่า 200,000 คนที่ต้องพลัดถิ่น หลายครอบครัวไม่ทราบว่ารัฐบาลมีแผนการป้องกันและช่วยเหลืออย่างไร การขาดข้อมูลที่ชัดเจนทำให้เกิดความตื่นตระหนกและการเตรียมตัวไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ การปิดช่องทางการค้าชายแดนยังกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าเกษตรที่หยุดชะงักไปชั่วคราว โรงพยาบาลพนมดงรักถูกโจมตี ส่งผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณสุขในพื้นที่
ฝ่ายค้านเเล่นงานอย่างหนัก
พรรคไทยสร้างไทย และพรรคประชาชนไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดครั้งนี้ นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย วิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘รัฐบาลสอบตกด้านการสื่อสารอย่างยับเยิน’ และ ‘ทอดทิ้งทหารแนวหน้าและประชาชน’
พรรคประชาชนชี้ให้เห็นว่าการทำงานของทีมสื่อสารของรัฐบาลขาดการวางแผนและดูสะเปะสะปะ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตระดับชาติ การวิจารณ์เหล่านี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องปรับปรุงระบบการสื่อสาร
ทางออกและสิ่งที่ควรทำ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารทางการเมืองเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง ‘ศูนย์ประสานงานด้านข้อมูลวิกฤต’ ที่สามารถสื่อสารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเรียลไทม์ การอธิบายผลการเจรจาในแต่ละขั้นตอนอย่างเป็นระบบจะช่วยลดความกังวลของประชาชน
สำหรับการสื่อสารระหว่างประเทศ ไทยควรใช้เครือข่ายสื่อโลก อย่าง CNN, BBC และ Al Jazeera ให้เป็นประโยชน์ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Twitter และ Facebook ของกระทรวงการต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจัดฝึกอบรมด้านการสื่อสารภาวะวิกฤตให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทบทวนบทบาทของทีมสื่อสารโดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จะช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ไม่เพียงทดสอบความแข็งแกร่งทางทหารของไทย แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่าในยุคดิจิทัลนี้ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่เป็นอาวุธที่สำคัญไม่แพ้การทหาร คำถามที่เหลือคือรัฐบาลจะเรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้หรือไม่ เมื่อวิกฤตครั้งต่อไปมาถึง?




