ไทยหารือทูตอิสราเอล เตรียมคู่มือนักท่องเที่ยว ย้ำเคารพกฎหมายไทย

8 ก.ย. 2569 - 12:58

  • ไทย–อิสราเอล ยกระดับแก้ปัญหานักท่องเที่ยว ‘สีหศักดิ์’ ย้ำเปิดรับทุกชาติ แต่ต้องเคารพกฎหมาย–วิถีชุมชน

  • เตรียมทำ “คู่มือข้อควรปฏิบัติ” แจกผ่านสถานทูต บริษัททัวร์ และสายการบิน

  • ย้ำ “เอาผิดเป็นรายบุคคล” ใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน และไม่เหมารวมสัญชาติหรือศาสนา

ไทยหารือทูตอิสราเอล เตรียมคู่มือนักท่องเที่ยว ย้ำเคารพกฎหมายไทย

ท่ามกลางกระแสกังวลต่อพฤติกรรมของชาวต่างชาติบางกลุ่มในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย รัฐบาลไทยเปิดโต๊ะหารือกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลที่กระทรวงการต่างประเทศ

โดย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังหารือกับ อะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ว่า ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อกังวลของประชาชนไทยต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลบางรายในประเทศไทย

ผู้เดินทางจากอิสราเอลมีทั้งนักท่องเที่ยวระยะสั้น ผู้พำนักระยะยาว และผู้เข้ามาประกอบธุรกิจ โดยในช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ถูกมองว่ากระทบต่อความรู้สึก วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ เช่น ภูเก็ตและพังงา ซึ่งมีชาวอิสราเอลเดินทางเข้าไปพักอาศัยและรวมตัวกันเป็นชุมชนจำนวนหนึ่ง

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่อาจนิ่งนอนใจต่อปัญหาเหล่านี้ พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า ประเทศไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่การต้อนรับไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวไม่ว่าสัญชาติใดจะสามารถกระทำสิ่งใดก็ได้ ผู้เดินทางเข้าประเทศต้องเคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และค่านิยมของสังคมไทย เช่นเดียวกับที่คนไทยต้องเคารพกฎเกณฑ์ของประเทศอื่นเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมของบุคคลบางราย ไม่ควรนำไปสู่การกล่าวหารวมชาวอิสราเอลทั้งหมด หรือขยายไปสู่การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสัญชาติ เชื้อชาติ หรือศาสนา”

สำหรับข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมจากการหารือครั้งนี้ คือการจัดทำเอกสารแนะนำ “สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ” สำหรับชาวอิสราเอลที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เนื้อหาจะครอบคลุมกฎหมายพื้นฐาน ข้อจำกัดด้านการทำงานและประกอบธุรกิจ มารยาททางสังคม ตลอดจนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น

ด้านเอกอัครราชทูตอิสราเอล เสนอว่า เอกสารดังกล่าวควรเผยแพร่ผ่านสถานทูตและสถานกงสุล บริษัทนำเที่ยว รวมถึงสายการบิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวรับทราบข้อมูลตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว

มาตรการนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการจัดการเฉพาะคดี ไปสู่การป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง แต่ประสิทธิผลจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดสำคัญ เช่น เอกสารจะมีสถานะเป็นเพียงคำแนะนำหรือเป็นเงื่อนไขประกอบการเดินทาง จะเผยแพร่ในภาษาใดบ้าง และหน่วยงานใดจะรับผิดชอบรับเรื่องร้องเรียนหรือติดตามการกระทำผิดในพื้นที่

ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับชาวอิสราเอลในประเทศไทย จากที่มีการนำยอดผู้เดินทางเข้าสะสมไปตีความว่าเป็นจำนวนผู้พำนักอยู่ในประเทศ จนเกิดข้อกล่าวอ้างว่ามีชาวอิสราเอลอยู่ในไทย “หลายแสนคน”

ทีมข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองชี้แจง พบว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–11 มีนาคม 2569 มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้าไทย 84,238 คน และเดินทางออกแล้ว 80,171 คน 

ส่วนจำนวนผู้พำนักอยู่ในประเทศไทยขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 30,000 คน ไม่ใช่หลักแสน ตัวเลขการเดินทางเข้าเป็นยอดสะสม ซึ่งอาจนับผู้เดินทางซ้ำและไม่สามารถใช้แทนจำนวนประชากรที่พักอาศัยอยู่ ณ เวลาเดียวกันได้

ก่อนหน้านั้น ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาไทยประมาณ 280,000 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% จากปี 2566 ขณะที่เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวน 69,901 คน เพิ่มขึ้น 125% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า นักท่องเที่ยวอิสราเอลพักในไทยเฉลี่ยประมาณ 18.5 วัน และมีค่าใช้จ่ายราว 83,000 บาทต่อคนต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวหลายตลาด สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน 

การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลเพิ่มความเข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีกระทรวงมหาดไทยสั่งเนรเทศ ยาคอฟ โอฮะยอน สัญชาติอิสราเอล ออกจากราชอาณาจักร หลังศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาว่ามีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ลงโทษจำคุก 15 วัน รอการลงโทษไว้ 2 ปี 

คดีดังกล่าวแสดงให้เห็นลำดับกระบวนการตั้งแต่การร้องเรียน การสอบสวน การพิจารณาของศาล ไปจนถึงคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่ควรถูกนำมาใช้กล่าวหารวมว่าชาวอิสราเอลทุกคนมีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวที่อาจมีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือ “นอมินี” โดยการตรวจสอบที่ภูเก็ตก่อนหน้านี้ พบความผิดปกติในบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการภายหลังได้รับใบอนุญาต และอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า หากปล่อยให้ข้อขัดแย้งสะสมโดยไม่มีการแก้ไข ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–อิสราเอล ซึ่งครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว การเกษตร การค้า และความร่วมมือด้านแรงงาน

โดยไทยกับอิสราเอลได้ดำเนินโครงการความร่วมมือ เพื่อจัดส่งแรงงานภาคเกษตร หรือ Thailand–Israel Cooperation on the Placement of Workers: TIC มาตั้งแต่ปี 2553 โดยเป็นระบบจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของแรงงานและเพิ่มการคุ้มครองตามกฎหมาย สำหรับปี 2569 กรมการจัดหางานได้รับโควตาแรงงานภาคเกษตรจากอิสราเอล 16,000 อัตรา ขณะที่สัญญาจ้างสามารถต่ออายุได้รวมไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์