ในห้วงยามที่สังคมไทยเต็มไปด้วย "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" และการเผชิญหน้ากันระหว่างชุดความจริงที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ให้คำอธิบายที่ลึกซึ้งผ่านการมองประวัติศาสตร์และการเมืองไทย ไม่ใช่ในฐานะตัวเลขหรือเหตุการณ์ แต่ในฐานะ "โครงสร้างแห่งความทรงจำ" และ "อุดมคติของวิธีการ"
จุลประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และผู้กำหนดกรอบสังคม
อาจารย์ ธงชัย เริ่มต้นด้วยการไขความกระจ่างในเชิงวิชาการเกี่ยวกับ "จุลประวัติศาสตร์" (Microhistory) ชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น "ความทรงจำ" เสมอไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเขียนเรื่อง "12 วันในยุคโรมัน" ซึ่งผู้เขียนใช้ข้อมูลมาเรียบเรียงโดยที่ตนเองไม่ได้มีประสบการณ์ร่วม แต่ในบริบทของสังคมไทย จุลประวัติศาสตร์มักถูกใช้เพื่อเล่าเรื่องราวของ "ตัวบุคคล" ทำให้ความทรงจำส่วนบุคคลถูกนำเข้ามาผสมผสานอย่างแยกไม่ออก
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ "กรอบสังคม" ที่เป็นตัวกำหนดว่าอะไรพูดได้หรือพูดไม่ได้ อาจารย์อธิบายว่า กรอบนี้ไม่ได้เกิดจากคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการ "สั่งสม" และประกอบสร้างจากคนจำนวนมาก จนกลายเป็น "ความรู้" หรือ "ความจริง" ในสังคม
ตัวอย่างที่เจ็บปวดคือ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ข่าวลือเรื่อง "อุโมงค์สะสมอาวุธในธรรมศาสตร์" ถูกแพร่กระจายผ่านสื่อจนคนเชื่อว่าเป็นความจริง แม้จะหาต้นตอไม่ได้ แต่มันได้กลายเป็นกรอบที่สร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงไปแล้ว เช่นเดียวกับวาทกรรม "สังคมไทยเป็นสังคมพุทธไม่นิยมความรุนแรง" ซึ่งเป็นเพียงคอนเซปต์ที่ถูกประมวลขึ้นจากหลายแหล่งเพื่อครอบทับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
การศึกษาในฐานะการ "Unlearning" และการเผชิญหน้ากับ Establishment
อาจารย์ธงชัย ได้วิจารณ์ระบบการศึกษาและเหล่านักวิชาการไทยอย่างเผ็ดร้อนว่า "ล้มเหลวที่สุด" หรืออาจมองว่า "ประสบความสำเร็จที่สุด" ในการสืบทอดสิ่งที่ "ไม่จริง" ให้คนเชื่อมาหลายทศวรรษ เมื่อความรู้เดิมถูกฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก การเรียนในมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่ปีจึงยากที่จะเปลี่ยนแปลง
หัวใจสำคัญของการศึกษาในทัศนะของท่าน (โดยอ้างถึง เกษียร เตชะพีระ และ Benedict Anderson) คือการ "Unlearning" หรือการ "รื้อถอนความรู้เดิม" ก่อนที่จะสร้างใหม่ เพราะความรู้ที่มีอยู่เดิมนั้นถูกครอบงำด้วย "อำนาจนำ" (Hegemony) จาก Establishment หรือกลุ่มชนชั้นนำ
Establishment ในความหมายของ อ.ธงชัย หมายรวมถึง "โครงสร้างความรู้" และ "วัฒนธรรม" ที่ฝังรากลึก การเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งอำนาจนั้นทำได้ แต่การเปลี่ยนโครงสร้างความรู้นั้นยากมหาศาล เหมือนเมื่อครั้งปี 2475 ที่คณะราษฎรปฏิวัติสำเร็จ แต่ก็ยังต้องใช้ข้าราชการระบอบเก่าเพราะไม่สามารถสร้างโครงสร้างความรู้ใหม่มารองรับได้ทัน
“พรรคราชการ” ศัตรูที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลง
ในการวิเคราะห์การเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะบทบาทของ พรรคประชาชน (หรือพรรคก้าวไกลเดิม) อาจารย์ธงชัย ชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดไม่ใช่พรรคการเมืองคู่แข่ง แต่คือ "พรรคราชการ"
พรรคที่ใหญ่ที่สุดเป็นพรรคที่ไม่เคยลงเลือกตั้ง แต่อยู่มาอย่างยาวนานและมีเครือข่ายอำนาจกระจายอยู่ทุกหัวระแหง อยู่ยาวนานยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์
วาทกรรม "ทหารมีไว้ทำไม" คำถามนี้คือการเขย่าเสาหลักของพรรคราชการ แม้จะถูกฝ่ายขวาสร้าง Narrative โจมตี แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ คำถามนี้สามารถกลับมามีพลังได้เสมอหากเกิดวิกฤตความชอบธรรม และจะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับไปทำลายฝ่าย Establishment เอง
“ทหารมีไว้ทำไม ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดมาทุกยุค แต่ บริบทจะเป็นตัวตัดสินพลังของคำนี้ หากวันหนึ่งเกิดการรัฐประหาร แล้วประชาชนไม่ยอมรับ คำถามนี้จะกลับมามีพลังศักดิ์สิทธิ์ย้อนกลับไปทำลายฝ่ายที่สร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง” อาจารย์ธงชัยกล่าว
อาจารย์ธงชัย ยังฝากถึงผู้สนับสนุนพรรคประชาชนว่า อย่าคาดหวังความสมบูรณ์แบบจนเกินไป เพราะความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ สิ่งสำคัญคือการรักษาเป้าหมายในการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ
วิจารณญาณ และ การตัดสินใจ บทเรียนจากหน้า ไมโครโฟน 6 ตุลาฯ
เมื่อถูกถามถึงเกณฑ์ในการตัดสิน "ความดี-ความชั่ว" หรือ "ความถูก-ความผิด" อาจารย์ธงชัย ตอบว่า "ตอบง่าย แต่ชัดเจนไม่มีทาง" เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับบริบทและกรอบสังคม แต่สิ่งที่วิชามนุษยศาสตร์ให้ได้คือ "เครื่องมือแห่งวิจารณญาณ" (Critical Thinking) เพื่อสร้างวุฒิภาวะ (Maturity) ในการตัดสินใจ
อาจารย์ยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวในเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ ขณะยืนอยู่หน้าไมโครโฟนท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต
"ผมคิดจะปิดไมค์แล้ววิ่งหนี... แต่ผมตัดสินใจไม่วิ่ง และเลือกที่จะไม่พูดอะไรปลุกเร้า แต่เลือกที่จะท่องประโยคบางอย่าง (แผ่เมตตา) แทน... จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าการตัดสินใจนั้นถูกหรือผิด แต่มันคือการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น"
อาจารย์สรุปว่า การตัดสินใจ คือหัวใจสำคัญ แม้จะตัดสินใจผิด โลกก็ไม่แตก เพราะมนุษย์มีสิทธิ์แก้ไข แต่การเลี่ยงไม่ตัดสินใจ (เช่น ไม่ไปโหวต) ก็คือการตัดสินใจรูปแบบหนึ่งแล้ว
“ประชาธิปไตย” ในฐานะ "อุดมคติของวิธีการ"
ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ทัศนะต่อประชาธิปไตย อาจารย์ธงชัย เสนอว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมายปลายทางที่เรียกว่า "สังคมอุดมคติ" ในเชิงรูปร่างหน้าตา แต่ประชาธิปไตยคือ "อุดมคติของวิธีการ" (Ideal of Method)
ประชาธิปไตยอาจตัดสินใจผิดได้ แต่มันยอมให้เกิดการ "ปรับตัว" และ "แก้ไข" ได้โดยไม่ทำให้สังคมพังพินาศเหมือนระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยม
เป็นวิธีการที่ก้าวหน้าที่สุดเพื่อให้คนหลากหลายได้แชร์อำนาจและไม่ให้อำนาจกระจุกตัว
อาจารย์ธงชัย ย้ำว่า สังคมที่คุยกันรู้เรื่องหมด เข้าใจตรงกันหมดคือสังคมที่ถูกล้างสมอง การที่มนุษย์มีความเห็นต่างและคุยกันไม่รู้เรื่องในบางเรื่อง คือ "ความวิเศษของมนุษย์" ที่ประชาธิปไตยรักษาไว้
ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ย้ำเตือนว่า สังคมไทยจะไม่จบสิ้นตราบที่มนุษย์ยังไม่สูญพันธุ์ สังคมต้องวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ การนำประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มาใช้ จึงไม่ใช่เพื่อหาคำตอบที่ไร้จุดอ่อน เพราะระบบที่ไม่มีจุดอ่อนคือระบบของเทวดาไม่ใช่ของมนุษย์
แต่ประชาธิปไตยคือเครื่องมือที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้ขึ้นมาแสดงออก ได้ใช้ค่านิยมใหม่ๆ และทำให้สังคมไม่ "Stuck" หรือติดขัด จนนำไปสู่จุดจบที่รุนแรง การยอมรับความแตกต่างหลากหลายและการหา "วิธีการ" อยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องตีหัวกัน คือหัวใจสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยผ่านภาวะ Dilemma นี้ไปได้



.jpg&w=3840&q=75)
