สมช.กางแผนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต! จับตาสงคราม-พลังงาน-ภัยไซเบอร์

30 ต.ค. 2569 - 17:13

  • สมช. จับตาสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ประเมินความเคลื่อนไหวทางทหารและการทูต หวั่นกระทบวงกว้าง

  • เตรียมแผนรับมือทุกมิติ ทั้งสำรองพลังงาน รับมือภัยไซเบอร์ และอพยพคนไทยหากสถานการณ์รุนแรง

  • ย้ำรัฐบาลไม่ประมาท พร้อมเตรียมมาตรการรองรับวิกฤตและข้อมูลแจ้งประชาชนในเวลาที่เหมาะสม

สมช.กางแผนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต! จับตาสงคราม-พลังงาน-ภัยไซเบอร์

พล.อ.เอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย หลังหลายประเทศประกาศหรือแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มให้เพียงพอสำหรับ 72 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่าหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ในระดับต่างๆ ไว้แล้ว ทั้งด้านพลังงาน ความมั่นคงทางไซเบอร์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง

สมช. เตรียมหารือหน่วยงาน-นักวิชาการ วางแนวทางรับมือสถานการณ์หลายระดับ

พล.อ.เอกชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์แล้ว โดยการเตรียมความพร้อมไม่ได้หมายความว่ากำลังเกิดวิกฤต แต่เป็นการทำให้หน่วยงานภาครัฐ แผนปฏิบัติการ และประชาชนมีความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้จัดเตรียมทั้งภารกิจปกติและแผนรองรับสถานการณ์ในระดับต่างๆ ไว้แล้ว

นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ในช่วงวันหยุดหรือวันพุธที่เปิดทำการ สภาความมั่นคงแห่งชาติจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ มาหารือถึงแนวทางและมาตรการที่ประเทศไทยควรเตรียมไว้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในระดับต่างๆ

พร้อมเน้นย้ำว่า หน่วยงานภาครัฐจะเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด และจัดทำข้อมูลเพื่อแจ้งให้ประชาชนรับทราบในช่วงเวลาที่เหมาะสม

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน มีข้อมูลข่าวกรองประเมินความเคลื่อนไหว

สำหรับกระแสข่าวจากต่างประเทศที่ระบุว่าสหรัฐอเมริกาอาจเตรียมโจมตีอิหร่านในเร็วๆ นี้ พล.อ.เอกชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อมูลข่าวกรอง โดยเป็นการวิเคราะห์จากการวางกำลังของฝ่ายต่างๆ รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประเมินว่าสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในระดับใด

ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจต้องอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงนั้น ยืนยันว่ามีความพร้อม โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว และทั้งสองหน่วยงานมีการประชุมหารือกันเป็นประจำทุกวัน

เตรียมแผนสำรองพลังงาน รับมือภัยไซเบอร์-ผลกระทบเศรษฐกิจ

ด้านการสำรองพลังงาน พล.อ.เอกชัยพฤกษ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีการเตรียมแผนรองรับไว้แล้วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวิกฤตที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้จะมีการหารือรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ส่วนความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับทราบและเตรียมการรับมือไว้แล้ว รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย

สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย หากสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดการปะทะกันอีกครั้งนั้น ย่อมส่งผลต่อภาคพลังงานเป็นลำดับแรก โดยหากประเมินจากรูปแบบเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น จะถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการรองรับผลกระทบด้านพลังงานไว้แล้ว

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่อาจส่งผลเป็นวงกว้าง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเตรียมการล่วงหน้าในประเด็นที่จำเป็น ส่วนสถานการณ์จะขยายวงกว้างและยืดเยื้อหรือไม่นั้น ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

สว. ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ชี้ไทยได้เปรียบด้านความมั่นคงทางอาหาร

ขณะที่ นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการด้านต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีหลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นประกาศหรือแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ว่า ประชาชนไทยไม่ควรตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าวมากเกินไป

โดยจากการติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศ พบว่าการเตรียมสำรองอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว โดยประชาชนในประเทศเขตหนาวมีธรรมเนียมเตรียมความพร้อมและสำรองอาหาร รวมถึงปัจจัยสี่เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ประกอบกับบางประเทศอาจกำลังเผชิญปัญหาด้านพลังงานและสถานการณ์อื่นๆ ที่เข้ามาซ้ำเติม

นายนพดลมองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และทรัพยากร โดยเป็นเสมือน “ครัวของโลก” และเป็นประเทศสำคัญทั้งด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทำให้มีความมั่นคงทางอาหารสูง แม้สถานการณ์โลกจะเกิดความผันผวนหรือมีเหตุการณ์ใดขึ้น ประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคได้

เตือนแห่กักตุนสินค้าอาจป่วนตลาด ย้ำใช้ชีวิตตามปกติ

นพดลฝากถึงประชาชนว่า ไม่มีความจำเป็นต้องออกไปแย่งซื้อสินค้าหรือแห่กักตุนอาหารตามกระแสในต่างประเทศ เพราะการสำรองสินค้าเกินความจำเป็นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และอาจส่งผลเสียต่อกลไกตลาด รวมถึงสร้างความปั่นป่วนต่อภาพรวมการบริโภคภายในประเทศ

จึงขอให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามปกติด้วยความระมัดระวัง ติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก และมั่นใจในศักยภาพด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์