มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้เวลากว่า 30 นาที ว่า “วันนี้ขอมาเล่าในประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ของการประชุมเมื่อวานนี้กับกัมพูชา ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน กระทรวงการต่างประเทศได้ประท้วงหลายกรอบความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty), อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions), กฎหมายระหว่างประเทศ, การใช้ทุ่นระเบิด และการโจมตีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของประชาชน”
ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผมได้เข้าไปในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) ได้พบผู้แทนระดับสูงของ UN และหลายประเทศ หารือในเรื่องที่เราดำเนินการแก้ไขทุกอย่างด้วยสันติวิธี และใช้ความอดทนอดกลั้นทั้งหมด ถึงแม้จะอดกลั้น แต่เราก็ยึดถือหลักสำคัญที่สุด คืออำนาจอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ เป็นอันดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน เราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ, กฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations), กฎหมายอาเซียน (ASEAN Charter), ความตกลงและความเป็นครอบครัวอาเซียนทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งก็พยายามใช้ความอดทนอดกลั้นพยายามไม่ให้สถานการณ์บานปลาย แต่อย่างไรก็ตาม เราถูกละเมิดอธิปไตย เราก็ต้องใช้สิทธิ์ตอบโต้ในสิ่งที่ประเทศไทยถูกละเมิดมาโดยตลอด
มาริษ กล่าวต่อไปว่า “ผมขอเรียนว่าช่วงที่ผ่านมาที่ไป UN (United Nations: สหประชาชาติ ) ทุกท่านคงทราบว่าภาพพจน์ของประเทศไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศนี้ ที่ทุกประเทศชื่นชมในบทบาทของประเทศไทย ที่ต้องการจะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ทุกท่านคงจำได้ว่าเราเริ่มในการผลักดันการเจรจาทวิภาคีภายใต้กลไกที่เรามีอยู่มาโดยตลอด ทั้ง JBC (Joint Boundary Commission: คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม), RBC (Regional Border Committee: คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค) และ GBC (General Border Committee: คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะฉะนั้น ภาพของประเทศไทยในช่วงที่ผมเดินทางไป เป็นภาพพจน์ที่ดี หลายประเทศชื่นชม ผมไปพบเลขาธิการสหประชาชาติ ประธาน UNSC ท่านสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยผ่านกลไกทวิภาคีโดยสันติวิธีและอย่างสุจริตใจ ซึ่งทำให้ภาพพจน์เราเป็นภาพพจน์ที่ดี ซึ่งหลังจากที่กัมพูชาพยายามนำเรื่องเข้าไป ก็ไม่ได้รับการตอบรับ คือรับพิจารณาและมีการดีเบตกัน แต่ยุติ”
“ภาพพจน์ของนานาประเทศที่ให้กับเรา ทำให้เราได้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราต้องการ คือความเป็นประเทศรักสงบ แต่ไม่ยินยอมให้มีการละเมิดอำนาจอธิปไตย ถือเป็นการกระทำมากกว่าคำพูด เราได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ในช่วงที่เราไปเมื่อวานนี้ เราได้ยึดถือสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นหลัก ในขณะเดียวกันในการเจรจาทุกเรื่อง เราได้หารือโดยตรงกับกองทัพมาโดยตลอด โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เราได้ติดต่อกันมาโดยตลอด การที่เราได้ข้อสรุปในเรื่องการหยุดยิง ถือเป็นความพยายามของประเทศไทยที่ต้องการลดความสูญเสีย แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรักษาไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้”
ที่ทุกคนเป็นห่วง ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เราปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนเต็มที่อยู่แล้ว เราติดต่อกองทัพอยู่ตลอดเวลา เพื่อพิจารณาว่าตรงไหนเป็นอย่างไร รับได้แค่ไหน เพราะฉะนั้น ผลสำคัญที่ออกมาจากการประชุมเมื่อวานนี้เป็นสิ่งที่ดี
มาริษ ย้ำว่า เราสามารถลดความตึงเครียด หยุดความกระทบกระทั่งกัน และนำมาสู่ขั้นตอนการเจรจา ซึ่งสามารถดึงให้ประเทศอาเซียน สหรัฐอเมริกา และจีน ให้เห็นถึงความสำคัญ และทำให้กัมพูชาได้ยืนยันว่าประเทศไทยสามารถที่จะดึงเขากลับมาสู่ต้องเจรจาในกลไกที่เรามีอยู่ทั้ง 3 กลไก
ท้ายที่สุดนโยบายที่เราพยายามคือการเจรจาทวิภาคี ผมถูกตั้งคำถามมาทั้งต้นว่าเขาจะไม่มาเจรจา ดังนั้น เป็นความพยายามที่เราต้องกดดันผ่านกรอบความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ องค์การนานาชาติ ประเทศพันธมิตร หรือประเทศที่เป็นมหาอำนาจ รวมทั้งประเทศที่เป็นสมาชิก UNSC และเมื่อเกิดกรณีกระทบกระทั่ง ก็เป็นแรงกดดันที่ท้ายที่สุดไม่มีอะไรดีไปกว่าการเจรจาทวิภาคี ผมถือว่าเราประสบความสำเร็จที่จะดึงเขากลับมานั่งเจรจาทวิภาคีแล้ว ภายใต้การสังเกตการณ์ของมหาอำนาจ
มาริษ เปิดเผยด้วยว่า “เมื่อเช้านี้ ก่อนทำหนังสือประท้วง ผมได้โทรศัพท์คุยกับรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ได้อธิบายให้เขาฟังว่ามีการกระทบกระทั่งกัน ผมมีความจำเป็นจะต้องทำการประท้วงไปที่ประธานอาเซียน ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพและพยาน”
ผมอธิบายให้เขาฟังและส่งหนังสือเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้สั่งการว่าจะต้องทำหนังสือให้พยานอีกสองประเทศ คือสหรัฐฯ และจีน ให้ได้ตระหนักถึงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของไทยและกัมพูชา เมื่อเช้านี้ทางกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ประสานงานไปที่ออฟฟิศของนายกฯ อันวาร์ ได้มีการพูดคุยกันระหว่างนายกฯ อันวาร์ และ ภูมิธรรมเมื่อเช้านี้เรียบร้อยแล้ว โดยได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเล่าถึงความพยายามของเราที่จะประท้วง เนื่องจากมีการละเมิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะประธานาธิบดีอินโดนีเซียอยู่ด้วยพอดี ผมเองได้พูดกับท่านโดยตรง ซึ่งท่านก็เข้าใจ
มาริษ ระบุว่า รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เราพยายามจะลดความตึงเครียดของปัญหา ขณะเดียวกันมันอาจจะมีการกระทบกระทั่ง ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์ เราพยายามที่จะแก้ปัญหา ฝากทุกท่านระมัดระวังว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นเพื่อตอบเป้าหมายของรัฐบาลและประเทศชาติ เรื่องแรกเราไม่ยอมเสียอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างแน่นอน สอง เราต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสันติและสุจริตใจ
จากนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงความเชื่อมั่นหลังการเจรจาว่า เป็นการยินยอมหรือทำให้ประเทศเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่? มาริษ ยืนยันว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลก เมื่อวานทันทีที่เครื่องแตะพื้น หลังการเจรจาก็ได้มีการพูดคุยกับ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ในระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดีทรัมป์ให้เกียรติประเทศไทย และพูดว่าสิ่งที่รัฐบาลไทยทำเมื่อวานนี้นำมาสู่สันติภาพที่จะเกิดขึ้นในอาเซียน จึงไม่มีประโยชน์ในการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
และประธานาธิบดีทรัมป์พูดอย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่ตัดสินใจในครั้งนี้ ได้รับการชื่นชมจากผมและนานาอารยประเทศ ที่จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ” ขณะที่ ภูมิธรรม ก็ย้ำว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น ดังนั้น ประชาชนควรชื่นชมสิ่งที่รัฐบาลไทยทำเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
ส่วนได้เปรียบหรือเสียเปรียบกับประเทศกัมพูชา? มาริษ กล่าวว่า ระหว่างการเจรจามี พล.อ.ณัฐพล นั่งอยู่ด้วย และได้ติดต่อกองทัพตลอด คำว่ารัฐบาล, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม ทำเพื่อปกป้องอธิปไตยและลดความสูญเสีย
ส่วนกรณีที่กัมพูชาพยายามบิดเบือน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่? มาริษ กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าเราชี้แจงด้วยความอดทนอดกลั้น สิ่งที่ยืนยันคือเราไม่ได้ใช้โอกาสในการบิดเบือน เราพูดข้อเท็จจริง เป็นสุภาพบุรุษ ดังนั้น ไม่ต้องกังวลสายตาโลก ซึ่งนอกเหนือจากหนังสือประท้วงดังกล่าวแล้ว ยังส่งไปให้ทูต UN ประจำนครนิวยอร์กและเจนีวาด้วย เชื่อว่าสุดท้ายความจริงก็คือความจริง หากเชื่อข้อมูลบิดเบือนได้ โลกก็ไม่มีความสงบสุข ขออย่ากังวล เพราะมอนิเตอร์สถานการณ์ ภาพลักษณ์เราดีมาก”
มาริษ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ส่งข้อความมายินดี และหลังจากแถลงนี้ ผมจะเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ซึ่งจะมีการทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันด้วย”




