ย้อนประวัติศาสตร์ '4 นักการเมือง' คนดัง 'พ้นโทษ' หวนคืน 'อำนาจ-บารมี'

30 เม.ย. 2569 - 18:12

  • เมื่อ "คุก" ไม่ใช่จุดจบ "การเมืองไทย" ย้อนประวัติศาสตร์ 4 บุคคลสำคัญ ผ่านวงจร "อำนาจ-กรงขัง-บารมี" สะท้อนภาพ "อำนาจ" ผ่าน 2 สถานการณ์ "อำนาจเสียสมดุล" และ "การตกลงใหม่"

ย้อนประวัติศาสตร์ '4 นักการเมือง' คนดัง 'พ้นโทษ' หวนคืน 'อำนาจ-บารมี'

โครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ปรากฏปรากฏการณ์ที่ซ้ำซ้อนและเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ "วัฎจักรอำนาจ" ที่ขึ้นสู่จุดสูงสุด พลัดตกจากอำนาจไปสู่ "กรงขัง" และหวนคืนสู่ "บารมีทางการเมือง"

วงจรนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวส่วนบุคคลของนักการเมืองระดับนำ แต่เป็นภาพสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ระหว่าง "อำนาจจารีต-คณะทหาร" และ "พลังมวลชน" ที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย 

การวิเคราะห์เส้นทางชีวิตของบุคคลสำคัญสี่คน ได้แก่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พล.อ.พระยาเทพหัสดิน, อุทัย พิมพ์ใจชน และ ทักษิณ ชินวัตร จะช่วยเผยให้เห็นถึงกลไกทาง นิติศาสตร์ - พลวัตทางสังคม - ยุทธศาสตร์เจรจาต่อรองอำนาจ ที่ทำให้ "คุก" ไม่ใช่จุดสิ้นสุดเส้นทางการเมือง

'จอมพล ป.' จาก 'ผู้นำชาตินิยม' สู่ 'อาชญากรสงคราม'

เส้นทางของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถือเป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ ในฐานะสมาชิกคณะราษฎรสายทหาร ที่มีบทบาทสำคัญในการปราบกบฏบวรเด ชและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2481 

จอมพล ป. ได้วางรากฐานนโยบายชาตินิยมที่เข้มข้นผ่านมาตรการ "รัฐนิยม" และการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้แก่ชาติ

อย่างไรก็ตาม จุดหักเหที่นำไปสู่กรงขัง คือ การตัดสินใจนำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พร้อมกับความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะ ฐานะของ จอมพล ป. ได้เปลี่ยนจาก "ผู้นำสูงสุด" ไปสู่สถานะ "จำเลย" ของสังคมโลกและในประเทศ 

รัฐบาลภายใต้แรงกดดันจากฝ่ายสัมพันธมิตร จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการประกาศสงคราม จึงได้มีการตรา "พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488" ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อพิจารณาคดีกลุ่มผู้นำในยุคสงคราม ในวันที่ 16 ตุลาคม 2488 จอมพล ป. จึงกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ถูกจับกุมและคุมขังในฐานะ "อาชญากรสงคราม"

จุดหักเหที่ทำให้ จอมพล ป. พ้นจากกรงขังไม่ได้เกิดจากการเจรจาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตีความข้อกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญของไทย

ในเดือนมีนาคม 2489 ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์ว่า พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 ไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังกับกระทำที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายประกาศใช้ได้ 

เนื่องจากขัดต่อหลักการพื้นฐานที่ว่า "จะไม่มีความผิดและไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ในขณะกระทำ" คำวินิจฉัยนี้ส่งผลให้การคุมขัง จอมพล ป. และพวกกลายเป็นการกระทำที่ไม่มีฐานรองรับทางกฎหมาย จึงได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ

คืนสู่อำนาจ รัฐประหาร 2490 บทบาท นายกฯ สมัย 2

หลังพ้นโทษ จอมพล ป. ได้วางตัวอย่างสงบอยู่ระยะหนึ่ง ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมือง และความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลพลเรือนสาย ปรีดี พนมยงค์ และ ควง อภัยวงศ์ 

ในที่สุด "คณะทหาร" ชุดใหม่ได้กระทำการรัฐประหารในปี 2490 และได้เชิญจอมพล ป. กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในเดือนเมษายน 2491 

การหวนคืนสู่อำนาจครั้งนี้ มีความแตกต่างจากสมัยแรกอย่างนัยสำคัญ โดยต้องปรับบทบาทเป็นผู้นำที่ได้รับความยอมรับจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้บริบท "สงครามเย็น" ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความสามารถในการปรับตัวทางการเมืองจาก "อาชญากรสงคราม" สู่ "ผู้นำต่อต้านคอมมิวนิสต์" ได้อย่างแนบเนียน

'พระยาเทพหัสดิน' เหยื่อกบฏ 'พระยาทรงสุรเดช'

ในขณะที่จอมพล ป. คือผู้คุมอำนาจรัฐ พล.อ.พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) กลับเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า ที่ถูกกวาดล้างด้วยข้อหา "กบฏ" ในปี 2481

ประวัติของ พระยาเทพหัสดิน มีความโดดเด่นในฐานะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่จงรักภักดี และเป็น วีรบุรุษจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะหัวหน้าคณะทูตทหารไทยในยุโรป ต่อมาได้เป็นรองประธานสภาฯ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การติดคุกของพระยาเทพหัสดินคือ "กบฏพระยาทรงสุรเดช" แท้จริงแล้วคือการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ในขณะนั้น 

ในวันที่ 29 มกราคม 2481 พระยาเทพหัสดิน ถูกจับกุมในข้อหาพัวพันกับการล้มล้างรัฐบาล ถูกนำตัวขึ้น "ศาลพิเศษ" ที่จัดตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ ซึ่งไม่มีทนายความ ไม่มีการอุทธรณ์ ในที่สุดพระยาเทพหัสดิน ถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ได้รับการลดหย่อนโทษเป็น จำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากคุณงามความดีในอดีต

พระยาเทพหัสดิน ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง ท่ามกลางความยากลำบากร่วมกับนักโทษการเมืองรายอื่นๆ เป็นเวลากว่า 5 ปี การจองจำในครั้งนั้นถือเป็นจุดตกต่ำที่สุดของตระกูลเทพหัสดิน ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ ที่มีบทบาททางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน 

การนิรโทษกรรม - หวนคืนสู่ 'กระทรวงคมนาคม'

เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วในปี 2487 จอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากแพ้เสียงในสภา และ ควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดใหม่ต้องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่ามกลางสงครามโลกที่ยังไม่ยุติ จึงได้มีการออก พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้แก่บรรดานักโทษการเมืองในคดีกบฏ พ.ศ. 2476 และ 2481 

พระยาเทพหัสดินจึงได้รับการปล่อยตัวและคืนยศถาบรรดาศักดิ์อย่างสมเกียรติ

สิ่งที่น่าสนใจและสะท้อนถึงพลวัตการเมืองไทยได้ดีที่สุดคือ ในปี 2491 เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อีกครั้ง ได้เชิญ พระยาเทพหัสดิน อดีต "นักโทษ" ที่ จอลพล ป. เคยสั่งจำคุก ให้เข้าดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2491 

การเปลี่ยนจาก "ศัตรูคู่อาฆาต" มาเป็น "รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล" แสดงให้เห็นว่า บารมี และ สายสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง มักมีน้ำหนักเหนือกว่า "ความขัดแย้งส่วนบุคคล"

อุทัย พิมพ์ใจชน ท้าทาย 'เผด็จการ' ผ่านกระบวนการยุติธรรม

เส้นทางของ อุทัย พิมพ์ใจชน มีความพิเศษตรงที่ไม่ได้ถูกจับเพราะ "ทำกบฏ" แต่ถูกจับเพราะ "กล่าวหาว่าผู้นำทำกบฏ" 

ในปี 2514 เมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร กระทำการรัฐประหารตนเอง เพื่อยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ อุทัย พิมพ์ใจชน ซึ่งเป็น สส. ชลบุรี วัยหนุ่มในขณะนั้น พร้อมด้วย อนันต์ ภักดิ์ประไพ และ บุญเกิด หิรัญคำ ได้ตัดสินใจยื่นฟ้อง "คณะปฏิวัติ" ต่อศาลอาญา

ผลที่ตามมา คือ ศาลไม่รับฟ้อง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง หลังจากนั้นเพียงไม่นาน จอมพลถนอมได้ใช้อำนาจตามคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 36/2515 สั่งจำคุก อุทัย และ พวกทันที โดย อุทัยได้รับโทษจำคุก 10 ปี

ในระหว่างการถูกจองจำที่เรือนจำลาดยาว อุทัย ไม่ได้ลดละความเชื่อมั่นทางการเมือง ใช้เวลาศึกษาข้อกฎหมายและติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด การติดคุกในครั้งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์การยืนหยัดเพื่อระบอบประชาธิปไตย และสร้าง "ทุนทางการเมือง" ให้แก่ อุทัย

พลัง 14 ตุลา ก้าวสู่ 'ประธานรัฐสภา'

วิบากกรรม อุทัย สิ้นสุดลง พร้อมกับการล่มสลายของ ระบอบถนอม-ประพาส ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทำการปล่อยตัวอุทัยและเพื่อน สส. จากเรือนจำ 

ซึ่งเป็นการพ้นโทษ พร้อมกับสถานะวีรบุรุษประชาธิปไตย หลังพ้นโทษ อุทัย กลับเข้าสู่การเมืองและได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย

โดยเฉพาะการเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี 2519 และที่สำคัญที่สุดคือการได้รับเลือกเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในปี 2539 

ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการให้กำเนิด "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540" เส้นทางจาก นักโทษ สู่ ผู้ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ บทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่ได้รับผลตอบแทนอย่างสง่างาม

'ทักษิณ ชินวัตร' การกลับมาภายใต้ 'ดีลอำนาจ'

ในศตวรรษที่ 21 กรณี ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนที่สุด หลังจากถูกรัฐประหารในปี 2549 และต้องลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศนานถึง 17 ปี ทักษิณกลับมาประเทศไทย 22 สิงหาคม 2566

ทันทีที่ถึงไทย ทักษิณถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 8 ปี จาก 3 คดี

ต่อมาได้รับ "อภัยลดโทษ" เหลือ 1 ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ คือ การถูกส่งตัวไปรักษาตัว ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

หวนคืน 'ศูนย์กลางอำนาจ' ในฐานะ 'ผู้นำจิตวิญญาณ'

แม้ ทักษิณ จะพ้นจากการควบคุมตัว ภายใต้เงื่อนไขการ "คุมประพฤติ" แต่บทบาททางการเมืองของ ทักษิณ กลับปรากฏบทบาทอย่างเห็นได้ชัด ภายหลัง "พรรคเพื่อไทย" สามารถจัดตั้ง "รัฐบาลข้ามขั้ว" และต่อมา แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

แม้ต่อมาต้องจำคุกอีกครั้ง โดย ศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี ใน "คดีชั้น 14" เกี่ยวกับกรณีการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยศาลเห็นว่าไม่ได้อยู่ในเรือนจำจริง 

ล่าสุด เตรียมพักโทษและปล่อยตัว 11 พฤษภาคม 2569 โดยมีเงื่อนไขให้ติดกำไล EM และต้องคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษอย่างสมบูรณ์ 9 กันยายน 2569  

ขณะที่ วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวทักษิณ ตอบคำถาม สื่อมวลชนถึงประเด็นการเข้ามามีบทบาททางการเมืองว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามผู้ที่ได้รับการพักโทษยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เนื่องจากสิทธิทางการเมืองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน 

ส่วนกรณีที่ ทักษิณ จะรับตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเมืองหรือไม่นั้น ทนายความ ระบุว่า ถือเป็นสิทธิที่ทักษิณจะพิจารณาด้วยตนเอง 

ทั้งหมดนี้ฉายภาพประวัติศาสตร์เมืองไทยผ่านกรงขัง ทำให้เห็นว่า "อำนาจ" ในสังคมไทยมีลักษณะเป็น "วงกลมมากกว่าเส้นตรง" การจองจำนักการเมืองระดับนำมักเกิดขึ้นในช่วงที่ "ดุลอำนาจเสียสมดุล" และการปล่อยตัวหรือการหวนคืนสู่อำนาจ มักเกิดขึ้นเมื่อมีการ "ตกลงใหม่" หรือมีศัตรูร่วมกัน ที่น่ากลัวกว่าเดิม

กรณี จอมพล ป. แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการบริหารประเทศ สามารถลบล้างมลทินจากการเป็น "ผู้แพ้สงคราม" ได้

กรณี พระยาเทพหัสดิน ย้ำเตือนถึงความสำคัญของ "สายสัมพันธ์ทางตระกูล" และบารมีดั้งเดิม 

กรณี อุทัย พิมพ์ใจชน พิสูจน์ว่าอุดมการณ์ที่มั่นคง สามารถเปลี่ยนจาก "นักโทษ" มาสู่ ปธ.สภาฯ และ ผู้ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ได้

กรณี ทักษิณ ชินวัตร แม้จะมีสถานะเป็น "นักโทษ" แต่ก็เป็น "ผู้นำจิตวิญญาณ" ของ "พรรค-มวลชน" ที่สนับสนุนตนเอง

ปรากฏการณ์นี้ตั้งคำถามสำคัญต่อ "ระบบนิติรัฐ" ว่า กฎหมายควรถูกใช้เพื่อความยุติธรรมที่เท่าเทียม หรือควรเป็นเพียงเครื่องมือในกระบวนการเจรจาต่อรองอำนาจ ?

ตราบใดที่วงจร "อำนาจ-คุก-บารมี" ยังคงดำเนินต่อไป ประวัติศาสตร์ไทยก็จะยังคงวนเวียนอยู่กับการหาจุดสมดุลระหว่าง "กฎหมาย" และ "บารมี" ต่อ

อ้างอิง

kpi / silpa-mag / finearts / today / tlhr2014 / parliament / thaipbs / ch3plus / 112watch / bangkokbiznews / matichon / thaipost /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์