ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร อดีต กรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 33 ภายหลังถูกคุมขังครบ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา โดยการเข้าเยี่ยมครั้งนี้มี พานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโต พร้อมด้วย ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก ภรรยาของพานทองแท้ พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม บุตรสาวคนกลาง และณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือพงศ์ สามีของพินทองทา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมทักษิณ ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวทักษิณ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน และกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มาปักหลักรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำ
ภายหลังครอบครัวเข้าเยี่ยมทักษิณประมาณ 1 ชม. พินทองทา ได้ออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยกับคุณพ่อวันนี้ เป็นไปด้วยดี คุณพ่อมีการปรับตัว เนื่องด้วยก็อยู่ด้านในมา 4 เดือนกว่าแล้ว ส่วนกรณีที่ในเดือนพ.ค.นี้ มีรายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ว่า ทักษิณ อาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป พินทองทา ระบุว่า ได้คุยกับคุณพ่อในเรื่องนี้ คุณพ่อก็บอกเพียงว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกติกาเลยจะได้จบถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยคุณพ่ออายุเกิน 70 ปีแล้ว ท่านก็ควรได้สิทธิพิจารณาในส่วนนี้ตามระเบียบ
ด้าน วิญญัติ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวทักษิณ จะได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไปตรงกับช่วงเดือน พ.ค.นี้ โดยเชื่อว่า เป็นกรอบระยะเวลาที่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขัง ก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลา ที่เมื่อคำนวณหรือนับแล้ว การคุมขังของทักษิณ จะครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.69 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตามระเบียบ และข้อกฎหมายของกรมราชทัณฑ์ ที่หากคุมขังมาแล้ว 2 ใน 3 และเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ทางกรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำก็จะมีการสำรวจผู้ต้องขัง และทักษิณ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนที่จะถูกสำรวจว่า เข้าเกณฑ์พักโทษ
เมื่อเป็นไปตามนี้ เรือนจำฯ ก็จะสอบถามผู้ต้องขังว่า อยากใช้สิทธิพักโทษหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่า ทุกคนอยากใช้สิทธิพักโทษ แต่ในกรณีของทักษิณ เมื่อเรามีสิทธิที่จะใช้สิทธิพักโทษได้ เราก็ต้องแสดงความประสงค์ แสดงความจำนงในการพักโทษ ซึ่งการพักโทษก็เป็นการปล่อยตัวคุมประพฤติ หมายความว่า การปล่อยตัวคุมประพฤติ ก็ต้องมีเงื่อนไขการปล่อยตัว เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในความอุปการะของผู้อุปการะ หากจะออกนอกพื้นที่ ก็ต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็เป็นได้
ฉะนั้น กรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่า จะมีการพักโทษทักษิณในเดือน พ.ค. จริงหรือไม่ ก็เชื่อว่า น่าจะมี ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย และตนเองก็เชื่อว่า ท่านควรได้รับสิทธินี้ ส่วนจะต้องมีการทำเรื่องขอพักโทษเองหรือเรือนจำจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจนั้น วิญญัติ ระบุว่า ปกติแล้วเรือนจำฯ จะเป็นผู้สำรวจ เพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว แต่ฐานข้อมูลนี้ ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย และเมื่อสำรวจแล้ว ก็ต้องมีการถามไปยังผู้ต้องขัง ถ้าผู้ต้องขังแสดงความจำนง จึงจะมีการเอาคุณสมบัติเหล่านี้ของผู้ต้องขัง เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพักการลงโทษต่อไป
กรณีคุมขังมาแล้ว 8 เดือนแล้วได้พักโทษ ก็จะต่างจากการคุมขังมาแล้ว 6 เดือนแล้วได้พักโทษ ตรงที่จะไม่ต้องมีการประเมินเรื่องของคะแนน หรือการประเมินการเจ็บป่วย การช่วยเหลือตัวเอง ว่า ได้หรือไม่ได้ซึ่งทักษิณอายุ 70 กว่าปีแล้ว ก็ควรเป็นเช่นนั้น
มันเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ท่านไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร หรือไปบีบราชการให้สิทธิ์ท่าน ส่วนสถานที่คุมประพฤติ จะเป็นบ้านจันทร์สองหล้าดังเดิมหรือไม่นั้น กระบวนการนี้ จะต้องดูว่าบุคคลใดจะเป็นผู้อุปการะ หากผู้อุปการะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด สถานที่คุมประพฤติก็จะต้องเป็นที่แห่งนั้น ครั้งที่แล้วในช่วงที่ทักษิณไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สถานที่คุมความประพฤติก็เป็นบ้านของท่านในปัจจุบัน คาดว่าครั้งต่อไป คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีความสะดวก
— วิญญัติ ระบุ
ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงยังคงรอคอยการกลับมาของทักษิณ หลังทราบว่าจะได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้ วิญญัติ กล่าวว่า เรื่องนี้ท่านทราบ และท่านก็ดีใจ ก็เหมือนผู้ต้องขังทุกคนที่นั่งนับวันนับคืน แต่อย่างที่บอกว่ากำลังใจของท่านดี และยังมีกำลังใจจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยท่าน ไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้ติดตามข่าวสารของท่าน ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้ท่านอย่างมาก ท่านอยู่ได้และปรับตัวได้ สุขภาพก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ท่านก็รับทราบและได้ฝากแสดงความเสียใจมาด้วย
วิญญัติ เผยถึงความคืบหน้าคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ทักษิณ ถูกอัยการสูงสุดคนปัจจุบัน มีคำสั่งอุทธรณ์ให้ฟ้องนั้น หากย้อนไปช่วงก่อนปีใหม่ 2569 ราววันที่ 26 ธ.ค.68 ตนได้ยื่นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด และเชื่อว่าคงมีการมอบหมายอัยการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องเป็นคนตอบหนังสือของตน ถ้าไม่มีการตอบ ตนเองก็คงยื่นทวงถามอีกครั้ง โดยการยื่นที่ผ่านมานี้เรายื่นเพื่อขอความเป็นธรรม และเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะก็เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว
ดังนั้น การจะดำเนินการต่อไป แม้อัยการยื่นอุทธรณ์แล้ว ศาลมีหมายสำเนาอุทธรณ์มาให้ท่านทราบในเรือนจำฯ ตนเองก็อยู่ระหว่างการที่จะยกร่าง ประชุม เพื่อแก้อุทธรณ์ เราก็พยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา แต่ถ้าไม่ทัน ก็ขอขยายเวลาได้ ส่วนเรื่องที่ตนได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ตนเองก็อยากให้ท่านได้พิจารณาว่า การใช้อำนาจของท่านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตอนนั้น ท่านก็เป็นรองอัยการสูงสุด และยังนั่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาคดีมาตรา 112 แสดงว่าเรื่องเหล่านี้ มีกฎหมายแต่งตั้งขึ้น ก็ต้องเคารพกติกา และมติในที่ประชุมหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างว่าไม่ได้ร่วมลงมติก็ตาม แต่ตนเองเชื่อว่าความเห็นของแต่ละคนที่ลงมติไว้ และจะขอคัดมา เพื่อนำเสนอต่อศาลให้ได้พิจารณาด้วย ยืนยันว่า จะขอใช้สิทธิทุกประการในการขอคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เมื่อถามว่าการอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุด จะมีผลต่อการได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้หรือไม่ เพราะมีข้อกังวลว่า อาจมีการขออายัดตัวต่อเนื่องนั้น วิญญัติ กล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าทักษิณต่อสู้คดีนี้ตามข้อกล่าวหา และศาลก็ได้ยกฟ้องว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด กลับกันหากท่านถูกพิพากษาว่า มีความผิด จะถูกโทษจำคุกอย่างไรก็ตาม แล้วปล่อยชั่วคราว แบบนี้อาจจะมีการขออายัดหรือขอออกหมายขังต่อได้ ด้วยการอ้างว่า อาจมีเหตุ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็อาจมีหลักเกณฑ์ที่บางคนจะยกขึ้นมาได้ แต่กรณีของทักษิณ ท่านเป็นคนผู้บริสุทธิ์ เพราะศาลยกฟ้องไปแล้ว แม้มีการอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุด ก็เป็นแค่กระบวนการอุทธรณ์ ทักษิณไม่ต้องถูกอายัดตัว หรือไปยื่นขอประกันตัวอีกแล้ว ตนเองเชื่อว่ากระบวนการนี้ ถ้าไม่มีหมายเขียวจากศาล จะอายัดตัวท่านด้วยเรื่องอะไร จึงมองว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพักโทษของท่าน




