‘ทักษิณ’ ย้ำพร้อมรับคำพิพากษาปมยึด-อายัดทรัพย์ชำระภาษี ‘หุ้นชินคอร์ป’

7 ต.ค. 2569 - 13:12

  • ‘ทักษิณ’ ขึ้นศาลภาษีอากรกลาง ขอคุ้มครองชั่วคราว ปมยึด-อายัดทรัพย์ชำระภาษีหุ้นชินคอร์ป

  • เบิกความรถ 2 คันติดกระจกกันกระสุน หวั่นถูกยึดกระทบความปลอดภัย ต้องใช้เวลาสั่งทำใหม่

  • ย้ำพร้อมรับคำพิพากษา แต่โต้กรมสรรพากรดำเนินการไม่ชอบ พร้อมเผยข่าวอาจถูกฟ้องล้มละลาย

‘ทักษิณ’ ย้ำพร้อมรับคำพิพากษาปมยึด-อายัดทรัพย์ชำระภาษี ‘หุ้นชินคอร์ป’

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลภาษีอากรกลาง ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ อาคารเอ เพื่อเข้ารับการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว หลังเป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร กรณีการยึดและอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 ซึ่งวินิจฉัยโดยสรุปว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบแล้ว

เผย “สบาย ๆ–ไม่มีอะไร”

ทันทีที่เดินทางมาถึง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามทักษิณว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ โดยทักษิณระบุว่า “ไม่มีอะไรเลย” เมื่อถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทักษิณกล่าวว่า “ก็สบาย ๆ”

หลังใช้เวลาในศาลนานกว่า 2 ชั่วโมง ทักษิณเดินออกจากศาล โดยไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพิ่มเติม กล่าวเพียงว่า “ไม่มีอะไร”

เบิกความปม “รถกันกระสุน” หวั่นกระทบความปลอดภัย

ภายในห้องพิจารณา ทักษิณขึ้นเป็นพยานเบิกความด้วยตัวเอง โดยระบุว่า มีทรัพย์สินบางส่วนถูกยึดและอายัดไป เช่น รถยนต์จำนวน 5 คัน ในจำนวนนี้มี 2 คันที่เป็นรถยนต์สั่งทำพิเศษและติดตั้งกระจกกันกระสุน

ทักษิณระบุว่า รถทั้ง 2 คันมีความจำเป็นด้านความปลอดภัย เนื่องจากระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และหลังพ้นวาระยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น จึงไม่แน่ใจว่าจะมีใครมาปองร้ายหรือไม่ หากรถถูกยึดไปอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต และหากต้องจัดทำรถใหม่ก็ต้องใช้เวลานาน

ตอบคำถามค้าน รถยังอยู่ แต่เสี่ยงถูกขายทอดตลาด

ทักษิณยังตอบคำถามค้านของฝ่ายจำเลยว่า ปัจจุบันรถยังอยู่กับตัว แต่หากปล่อยไว้ รถจะถูกดำเนินการนำไปขายทอดตลาด

ส่วนทรัพย์สินที่สามารถนำเงินมาเป็นหลักประกันเพื่อชะลอการจ่ายภาษีได้นั้น ทักษิณระบุว่า ไม่มีรายได้จากส่วนนั้นมาวางค้ำประกันแล้ว

โต้สรรพากรดำเนินการไม่ชอบ ย้ำพร้อมรับคำพิพากษา

ทักษิณยังเบิกความว่า การดำเนินการในคดีครั้งนี้มีที่มาจากการถูกรัฐประหาร ทำให้ตนเองไม่มีโอกาสกลับมาต่อสู้คดี พร้อมระบุว่า การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ทักษิณย้ำว่า พร้อมยอมรับคำพิพากษา แต่เห็นว่าการดำเนินการของกรมสรรพากรไม่ชอบ โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า ให้กระทรวงการคลังเป็นพ่อ และกรมสรรพากรเป็นลูก โดยตัวเองมีหนี้และได้ให้เงินทั้งหมดกับคนเป็นพ่อไปแล้ว แต่พ่อไม่พูดคุยกับลูก ทำให้ลูกกลับมาทวงเงินกับตนเองอีก

นอกจากนี้ ทักษิณยังระบุว่า มีข่าวว่าจะมีการฟ้องล้มละลาย เนื่องจากมีเงินไม่เพียงพอที่จะอายัดทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อชำระภาษี

ฝ่ายโจทก์-จำเลยนำพยานเบิกความ

สำหรับการไต่สวนครั้งนี้ นอกจากทักษิณแล้ว ฝ่ายโจทก์ยังนำอดีตข้าราชการในกรมสรรพากรมาเบิกความ ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำพยานมาเบิกความ 2 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่นิติกรของกรมสรรพากร

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์