‘ทักษิณ’ ย้ำพรรคร่วมรัฐบาล ลงสัตยาบันไม่แตะ ม.112

14 พ.ย. 2567 - 15:13

  • มีอีกก๊อก ! ‘ทักษิณ’ ย้ำพรรคร่วมรัฐบาล ลงสัตยาบันไม่แตะ ม.112 ‘ทักษิณ’ ย้ำพรรคร่วมรัฐบาล ลงสัตยาบันไม่แตะ ม.112 หลังเสียงแตกปม ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ โอดตัวเองก็ตกเป็นเหยื่อเพราะถูกหมั่นไส้

  • เผยเคยคุยกับ ‘ธนาธร’ ขอให้ช่วยกันทำเพื่อบ้านเมือง แต่อย่ารื้อโครงสร้างมากเกินไป

Thaksin_confirms_he_will_not_amend_Section_112_of_the_law_SPACEBAR_Hero_47eafef7f2.jpg

‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ถึงกรณีที่ได้พูดบนเวทีปราศรัย ในเรื่องความเท่าเทียม และโอกาส จะเป็นการทวงคืนความยุติธรรมให้กับนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ ได้อย่างไร ทักษิณ กล่าวว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อนหลายอย่าง ที่จริงแล้วเรื่องการเมือง หลังจากการปฏิวัติ ที่ตนโดนปฏิวัติ ก็ไล่ห้ำหั่นกันในทางการเมือง และต่อมาที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดนปฏิวัติ ก็เหมือนกัน หลังจากนั้นก็ผสมโรงด้วยคนต่างๆ ซึ่งวันนี้ตนจะพูดบนเวทีปราศรัยและจะมีความชัดเจนมากขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนิรโทษกรรมที่ดูเหมือนพรรคร่วมรัฐบาลไม่เอาด้วย ในประเด็นมาตรา 110 และ 112 ทักษิณ กล่าวว่าคดี 112 เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลให้สัตยาบันไว้ว่าเราจะเทิดทูนสถาบันฯ เราจะไม่แตะเรื่อง 112  แต่จริงๆแล้วปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ก็เป็นเหยื่อรายหนึ่ง และการบังคับใช้กฎหมาย สมมุติว่า คนที่รับคดีครั้งแรกบอกว่าเดี๋ยวจะหาว่าไม่จงรักภักดี ก็ฟ้องไปก่อน ทั้งที่หลักฐานไม่มี คนที่สองบอกว่าถ้าไม่ฟ้องเดี๋ยวโดนอีก ก็ฟ้อง โดยที่ไม่ได้ดูความถูกต้อง ของพยานหลักฐาน จึงทำให้การจงรักภักดีและรักสถาบันไม่ถูกต้อง การจงรักภักดีที่ถูกต้อง คือการรักษากฎหมายที่เป็นธรรม นี่คือสิ่งที่ต้องแก้ไข แต่ก็ไม่ง่าย ในการแก้ซึ่งต้องใช้เวลา  

เมื่อถามว่าในสมัยหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะผลักดันหรือไม่ ทักษิณ กล่าวว่า ไม่อยากไปให้ความเห็นในเรื่องนี้ ไม่อยากมีบทบาท เดี๋ยวจะหาว่าเพราะคนนั้นคนนี้ ถ้าเราอยู่บนหลักการทุกอย่างมีทฤษฎี มันก็จะไม่เป็นแบบนี้ แต่เนื่องจากว่า เราไปมองว่าเป็นเรื่องของพวกใครพวกมันมากกว่า มันถึงได้เป็นปัญหา ถ้าเมื่อไหร่เราจิตใจนิ่งสงบ คิดถึงหลักการเป็นหลักไม่คิดถึงพวกใครพวกมัน ก็จะดีขึ้น  

เมื่อถามว่า มองว่าอะไรที่ทำให้ข้อหาไม่จงรักภักดี ใช้ได้ผลเสมอในทางการเมือง ทักษิณ กล่าวว่า “ก็การเมืองไง ดูสิ ผมนี่โดนหนักที่สุด ทั้งๆที่เป็นคนที่ถวายงานที่สุด แต่ด้วยความหมั่นไส้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา" 

เมื่อถามต่อว่า ในแต่ละเหตุการณ์มีบริบทเหมือนหรือต่างกัน อย่างไร ทั้งเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ปี 2557 จนถึงพรรคการเมืองโดนยุบเพราะมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ทักษิณ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเคยคุยกับธนาธร ว่าก็โดน 3 พรรค ต้องไปอยู่ต่างประเทศ 17 ปี ดังนั้นขอให้เราช่วยทำงานให้บ้านเมือง อย่าพยายามไปรื้อโครงสร้างให้มากเกินไป ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยหลักการ และเอาบ้านเมืองให้อยู่ได้มันจะดีที่สุด อย่าไปคิดถึงสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่คนไทยเคารพนับถือ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของสถาบัน เราต้องจรรโลงอย่างเดียว ไม่ได้บอกว่าธนาธร หรือพรรคก้าวไกลไม่จงรักภักดี แต่ต้องยึดหลักให้ถูกต้อง อย่าไปมุ่งหาเสียง บางทีจุดที่โฆษณามันอันตราย กว่าความตั้งใจที่จะทำ 

เมื่อถามว่าถ้าจะแก้ปัญหาโดยไม่แตะโครงสร้าง จะมีวิธีการอย่างไร ทักษิณ กล่าวว่า ก็ต้องทำตามหลักการของกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ดีก็ต้องแก้ไขกฏหมายไปที่ละขั้นตอน ไม่ใช่บอกว่ากฎหมายไม่ดีต้องไม่ทำเลย  เพราะกฎหมายมันมีอยู่ 

นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงการขึ้นเวทีปราศรัยในวันนี้ว่า พอขึ้นเวทีแล้วรู้สึกว่าอายุ เหมือน 25  แต่พอลงมาแล้วคืออายุ 75 ปี ซึ่งที่พูดไปก็ขึ้นอยู่กับคนฟัง ถ้าคนฟังเขาอยากฟัง ก็มีความสนุกสนาน ก็มีอารมณ์อยากจะพูดด้วย  

เมื่อถามต่อว่าดูเหมือน การขึ้นเวทีปราศรัย เครื่องเริ่มติดแล้วใช่หรือไม่ ทักษิณ กล่าวว่า เครื่องติดแต่พอกลับไปถึงโรงแรมก็หลับ (พร้อมกับทำท่านอน) 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มีการย้ำหลายครั้งว่าตัวเอง “กลับมาแล้ว”บนเวทีปราศรัยนั้นมีอะไรที่เป็นปัจจัยใหม่ ให้ตัดสินใจ กลับมาขึ้นเวทีทางการเมือง  ทั้งๆที่เคยบอกว่าจะกลับมาเลี้ยงหลาน  ทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีอะไรแค่อยากช่วยบ้านเมือง ในฐานะที่คนเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นคนไทย มันก็อดไม่ได้ที่จะห่วงใยบ้านเมือง เห็นอะไรไม่ดีก็อดไม่ได้ จึงต้องตั้งตำแหน่งให้ตัวเอง ว่า “สทร.” (เสือกทุกเรื่อง) ด้วยความห่วงใย  

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวานบนเวทีได้มีการพูดถึงความสามัคคี แต่ แต่ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสว่า รัฐบาลอาจจะไปไม่รอด เรื่องสัมพันธภาพ อาจจะยุบสภา หลังตรุษจีนปีหน้า ลองวิเคราะห์การเมืองให้ฟังหน่อย ทักษิณ กล่าวว่า เท่าที่ตนวิเคราะห์ คิดว่าน่าจะอยู่ครบเทอม ไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นปัญหา พรรคร่วมเห็นต่างกันถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถึงเวลาเขาก็คุยกันรู้เรื่องหมด นายกฯ เชิญแต่ละพรรคร่วมมาพูดคุยกัน ก็รู้เรื่องหมด  

ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีความต่างๆที่นายกรัฐมนตรีโดนร้อง จะเป็นอุปสรรคทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอมหรือไม่ ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย บ้านเรา กฎหมายอยู่ที่คนจะตีความ ถ้าคนอยากจะหาเรื่องมันก็คิดหาเรื่องได้ทุกวัน อย่าไปให้ความสำคัญมาก เราทำอะไรให้ถูกต้อง ก็พอแล้ว 

เมื่อถามต่อว่า บนเวทีปราศรัยใช้คำว่า ‘กฎหมายเฮงซวย’ ทำให้เกิดปัญหา มีคนขี้อิจฉา ตอนที่พูดนั้น คิดถึงเรื่องอะไร ทักษิณ กล่าวว่า

"จำไม่ได้ แต่กฎหมายบ้านเรา ไปแก้โดยมองคนมากไป ช่วงนั้นเขากลัวผม พยายามเขียนกฎหมายกันนั่นกันนี่ แต่กันไม่ได้ กันผมแค่คนเดียว กลายเป็นกันระบบ แทนที่จะมีคนมาช่วยทำงานให้บ้านเมือง คนตั้งใจและมีความปรารถนาที่ดี มีความคิดดีๆมาช่วยกัน ก็จะมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ก็กลายเป็นว่าไม่มีใครอยากเข้ามา เมื่อไม่มีใครอยากเข้ามา ก็ได้คนที่มีคุณภาพไม่พอ เข้ามาแก้ปัญหาประเทศ ขณะที่ทั้งโลกพยายามระดมคนหัวดีมาช่วยงานกัน แต่บ้านเราบอกอันนี้ไม่ใช่พวกกู ไปเถอะ เอาเฉพาะพวกเดียวกัน พวกกูเท่านั้น แบบนี้มันไม่ได้ ต้องเห็นแก่ส่วนรวม”

เมื่อถามว่าที่พูดบนเวทีว่ามีคนอิจฉาหมายถึงใคร หรือกลุ่มใด ทักษิณ กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้ว่าทุกคนเดาได้ การแข่งขันทุกอย่างต้องมีกติกา เมื่อจบการแข่งขันทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน มีสปิริตความเป็นนักกีฬา ไม่ใช่บอกว่าบอลแข่งแพ้ แล้วควักปืนยิงอย่างนี้มันใช้ไม่ได้

เมื่อถามว่าโครงสร้างของราชการเทอะทะเกินไป ควรจะแก้ไขอย่างไร ทักษิณกล่าวว่า ระบบราชการเราขยายในช่วงที่ตนไม่อยู่ 17 ปี แล้ว ส่วนราชการที่มากคือส่วนภูมิภาค ซึ่งเยอะเกินไป แทนที่จะกระจายอำนาจให้ประชาชนมากขึ้น กลับไปเพิ่มอำนาจให้ภาครัฐ ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูง ระบบราชการเทอะทะ และประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงสักที 

เมื่อถามว่า ที่พูดบนเวทีว่ากลางปีประเทศไทย จะมีแสงสว่าง จะมีอะไร นายทักษิณ กล่าวว่า เชื่อว่างานที่นายกฯ คุยกับตนจะเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้น ซึ่งนายกฯจะแจ้งก่อนสิ้นปีนี้ และก็จะสัมฤทธิ์ผลแทบทุกอย่าง ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน 

ทักษิณ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์ที่วัดคลองครุว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เข้าไปที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเพื่อกินมาม่า โดยระบุว่า “ผมบอกแล้วว่ามาม่าอร่อย ผมโฆษณาให้มาม่า ” 

เมื่อถามว่าระหว่างดูแลครอบครัวชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ให้ยิ่งใหญ่จะต้องทำอย่างไร ทักษิณ กล่าวว่าไม่ต้องทำอะไรเลย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์