เมื่อวันที่ 29 มกราคาที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของตนเอง โดยระบุว่า วันนี้ผมได้ทราบข่าวว่า คุณไพโรจน์ โชติศรีพันธ์พร ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมยืน หยุด ขัง กับกลุ่มทะลุฟ้า ได้หมดสติเสียชีวิตลง ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคุณไพโรจน์ ต่อการสูญเสียครั้งนี้ด้วยครับ
ขณะเดียวกัน ผมทราบมาว่าทางกลุ่มทะลุวัง จะไปทวงให้พรรคเพื่อไทยยกเลิกมาตรา 112 และ 116 ผมขอเสนอผู้บริหารพรรคให้เชิญชวนกลุ่มน้องๆ ไปห้องสมุดพรรคเพื่อไทย เพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์การต่อสู้ของพรรคตั้งแต่ไทยรักไทย
ทักษิณ ระบุว่า ผมได้พูดเรื่อง 112 หลายครั้งว่าปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ที่ขาดหลักนิติธรรม เลยทำให้ไประคายเจ้านาย ผมมั่นใจว่าถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะไม่มีเหตุการณ์แบบทุกวันนี้ จนแทบจะไม่รู้สึกว่ากฎหมายเป็นปัญหา การแก้ปัญหาด้วยการบริหารด้วยหลักนิติธรรมที่เป็นสากลจะง่ายและรวดเร็วกว่าการแก้กฎหมายเยอะ
“อย่าทะลุวังเลย มาทะลุทำเนียบดีกว่า เพื่อหลักนิติธรรมสากลจะกลับคืนสู่ประเทศไทย พร้อมการมองเห็นอนาคตของลูกหลาน”
ทักษิณ กล่าวอีกว่า อย่าปล่อยให้เขาพลิกโฉมประเทศไทยอีก 2 ปีเลย ที่ผ่านมา 8 ปี พลิกคว่ำก็หายใจไม่ออก เต็มไปด้วยหนี้ พลิกหงายก็ถูกข่มขืนโดยนักคอร์รัปชัน ทุนต่างชาติ และธุรกิจสีเทา
สำหรับการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวสืบเนื่องจากกลุ่มทะลุวัง ได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชนไปร่วมกันชุมนุมที่อาคารสำนักงานพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในวันที่ 31 มกราคมนี้ เวลา 11.00 น. เพื่อผลักดัน 3 ข้อเรียกร้องของ ‘ตะวัน’ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ ‘แบม’ อรวรรณ ภู่พงษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ต้องหา ม.112 ที่ได้ทำการถอนประกันตัวเอง เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับนักกิจกรรมที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำ โดย 1 ใน 3 ข้อคือ พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องเสนอนโยบายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยการยกเลิก มาตรา 112 และ มาตรา 116
อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ทักษิณ ได้พูดในคลับเฮ้าส์ เมื่อ 25มกราคม 2566 ผ่านรายการ CareTalk x Care ClubHouse ในหัวข้อ มีเรื่องคาใจ ก็ถามมาเลอ! ตอนหนึ่งว่า “จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือเน้นหลักประชาธิปไตยที่มีหลักที่ดี และเน้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องต้องมาก่อน บางทีคนพูดว่า เพื่อไทยสนแต่เศรษฐกิจ ไม่สนใจการเมือง แต่มันไม่ใช่ เพราะจุดยืนทางการเมืองในการที่จะทำอะไรบางอย่าง มันก็เป็นความต่างกันของเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลมีอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าแฟนคลับชอบแบบเอ็กซ์ตรีมทางด้านการเมือง ก็ไปที่พรรคก้าวไกล แฟนคลับที่ต้องการแก้ปัญหาปากท้องก่อน และประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยก็เลือกพรรคเพื่อไทย”
ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2564 ทักษิณ โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กถึงประเด็น มาตรา 112 ว่า 2-3 วันนี้ได้ฟังดราม่าเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 จากทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขหรือยกเลิก ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี และผ่านการปรึกษาในเรื่องมาตรา 112 มาหลายครั้ง
ทักษิณ ระบุว่า มาตรา 112 มีมานานตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ น่าจะประมาณปี 2500 ตัวกฎหมายเองไม่เคยเป็นปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าบุคคลในกระบวนการยุติธรรมอาจจะเกิดจากความกลัวหรืออาจจะเกิดจากความอยากแสดงความจงรักภักดีโดยไม่ยึดหลักนิติธรรม แล้วเกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือ Abuse of Power เพื่อหวังผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมือง เลยทำให้เกิดความไม่พอใจ และยิ่งใช้มากก็ยิ่งเกิดความไม่พอใจมาก ซึ่งสมัยก่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องที่ร้องเรียนขึ้นมาว่าเป็นเรื่องของการจงใจที่จะละเมิดมาตรา 112 จริงหรือเปล่า และจำนวนคดีก็มีน้อย ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาทางอาญา (Due Process of Law) ฉะนั้นปัญหาก็น้อย
แต่ช่วงนี้ปัญหาเยอะมาก ยิ่งใช้อีกฝ่ายหนึ่งก็มีความโกรธเคืองแล้วก็ไปโทษกันต่างๆ นานา ซึ่งเคยบอกแล้วว่ารัฐบาลน่าจะจับเข่าคุยกับกลุ่มเยาวชนที่เห็นต่างในทุกวันนี้ ก็จะได้แนวทางที่อยู่ร่วมกันระหว่างคนในวัยที่ต่างกัน ถ้าจะเริ่มติดกระดุมใหม่ที่ติดผิดเม็ด ก็โดยการที่ปรับกระบวนการในการดำเนินคดีของมาตรา 112 เสียใหม่ ให้เหมือนในอดีตที่ทำอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่หาเรื่อง แล้วก็ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับการประกันและใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไป และพูดคุยกับเด็กๆ จะได้เข้าใจตรงกัน เราจะอยู่ร่วมกันต้องมีกติกา กติกาอะไรที่มันยอมรับกันได้ทุกฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะบอกว่ายกเลิกมาตรา 112 เพราะอารมณ์โกรธ จากอารมณ์โกรธ หรือบางคนก็ต้องการจะยกเลิกโดยไม่มีเหตุผล หรือไม่ยกเลิกมาตรา 112 ไม่เอาเด็ดขาด ซึ่งแน่นอนมันมี Yes and No แต่ขณะเดียวกันนั้น การพูดคุยกันน่าจะดีกว่า และการจัดระเบียบให้เป็นระเบียบเสียจะดีกว่า วันนี้บ้านเมืองเหมือนกับอยู่ในภาวะที่ไม่มีการจัดการ ไม่มีการบริหาร บ้านเมืองเปรียบเสมือนอยู่ในภาวะไม่มีการบริหารการจัดการ คงเลือกใช้แต่ Law and Order ซึ่งเป็นการขัดหลักที่จะให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีไม่แตกแยก
“ดังนั้นสรุป ผมขอแนะนำว่าก่อนจะมาบอกว่าจะแก้มาตรา 112 หรือไม่ ขอให้ไปเริ่มย้อนคิดว่า เมื่อตัวกฎหมายไม่เคยมีปัญหา แต่คนที่เป็นปัญหาคือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและคนที่นำประเด็นนี้มาสร้างความแตกแยกในสังคมต่างหาก ถ้ามีการจัดระเบียบให้ถูกต้อง และมีการพูดคุยกับผู้เห็นต่างบ้าง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และนำไปสู่การรักษากฎหมายที่เป็นธรรม และก็จะไม่มีใครเดือดร้อน แต่วันนี้ขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศขาดการบริหารการจัดการ เลือกที่จะใช้ Law and Order เท่านั้น ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดดราม่า หายใจยาวๆ มาเริ่มต้นใหม่ตามที่ผมแนะนำเบื้องต้น เพื่อความรัก เพื่อการถวายความจงรักภักดีที่ถูกต้อง ถูกทาง ไม่ให้เจ้านายต้องถูกครหาโดยที่ไม่รู้”
ขณะเดียวกัน ผมทราบมาว่าทางกลุ่มทะลุวัง จะไปทวงให้พรรคเพื่อไทยยกเลิกมาตรา 112 และ 116 ผมขอเสนอผู้บริหารพรรคให้เชิญชวนกลุ่มน้องๆ ไปห้องสมุดพรรคเพื่อไทย เพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์การต่อสู้ของพรรคตั้งแต่ไทยรักไทย
ทักษิณ ระบุว่า ผมได้พูดเรื่อง 112 หลายครั้งว่าปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ที่ขาดหลักนิติธรรม เลยทำให้ไประคายเจ้านาย ผมมั่นใจว่าถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะไม่มีเหตุการณ์แบบทุกวันนี้ จนแทบจะไม่รู้สึกว่ากฎหมายเป็นปัญหา การแก้ปัญหาด้วยการบริหารด้วยหลักนิติธรรมที่เป็นสากลจะง่ายและรวดเร็วกว่าการแก้กฎหมายเยอะ
“อย่าทะลุวังเลย มาทะลุทำเนียบดีกว่า เพื่อหลักนิติธรรมสากลจะกลับคืนสู่ประเทศไทย พร้อมการมองเห็นอนาคตของลูกหลาน”
ทักษิณ กล่าวอีกว่า อย่าปล่อยให้เขาพลิกโฉมประเทศไทยอีก 2 ปีเลย ที่ผ่านมา 8 ปี พลิกคว่ำก็หายใจไม่ออก เต็มไปด้วยหนี้ พลิกหงายก็ถูกข่มขืนโดยนักคอร์รัปชัน ทุนต่างชาติ และธุรกิจสีเทา
สำหรับการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวสืบเนื่องจากกลุ่มทะลุวัง ได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชนไปร่วมกันชุมนุมที่อาคารสำนักงานพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในวันที่ 31 มกราคมนี้ เวลา 11.00 น. เพื่อผลักดัน 3 ข้อเรียกร้องของ ‘ตะวัน’ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ ‘แบม’ อรวรรณ ภู่พงษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ต้องหา ม.112 ที่ได้ทำการถอนประกันตัวเอง เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับนักกิจกรรมที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำ โดย 1 ใน 3 ข้อคือ พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องเสนอนโยบายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยการยกเลิก มาตรา 112 และ มาตรา 116
อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ทักษิณ ได้พูดในคลับเฮ้าส์ เมื่อ 25มกราคม 2566 ผ่านรายการ CareTalk x Care ClubHouse ในหัวข้อ มีเรื่องคาใจ ก็ถามมาเลอ! ตอนหนึ่งว่า “จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือเน้นหลักประชาธิปไตยที่มีหลักที่ดี และเน้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องต้องมาก่อน บางทีคนพูดว่า เพื่อไทยสนแต่เศรษฐกิจ ไม่สนใจการเมือง แต่มันไม่ใช่ เพราะจุดยืนทางการเมืองในการที่จะทำอะไรบางอย่าง มันก็เป็นความต่างกันของเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลมีอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าแฟนคลับชอบแบบเอ็กซ์ตรีมทางด้านการเมือง ก็ไปที่พรรคก้าวไกล แฟนคลับที่ต้องการแก้ปัญหาปากท้องก่อน และประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยก็เลือกพรรคเพื่อไทย”
ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2564 ทักษิณ โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กถึงประเด็น มาตรา 112 ว่า 2-3 วันนี้ได้ฟังดราม่าเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 จากทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขหรือยกเลิก ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี และผ่านการปรึกษาในเรื่องมาตรา 112 มาหลายครั้ง
ทักษิณ ระบุว่า มาตรา 112 มีมานานตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ น่าจะประมาณปี 2500 ตัวกฎหมายเองไม่เคยเป็นปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่าบุคคลในกระบวนการยุติธรรมอาจจะเกิดจากความกลัวหรืออาจจะเกิดจากความอยากแสดงความจงรักภักดีโดยไม่ยึดหลักนิติธรรม แล้วเกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือ Abuse of Power เพื่อหวังผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมือง เลยทำให้เกิดความไม่พอใจ และยิ่งใช้มากก็ยิ่งเกิดความไม่พอใจมาก ซึ่งสมัยก่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องที่ร้องเรียนขึ้นมาว่าเป็นเรื่องของการจงใจที่จะละเมิดมาตรา 112 จริงหรือเปล่า และจำนวนคดีก็มีน้อย ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาทางอาญา (Due Process of Law) ฉะนั้นปัญหาก็น้อย
แต่ช่วงนี้ปัญหาเยอะมาก ยิ่งใช้อีกฝ่ายหนึ่งก็มีความโกรธเคืองแล้วก็ไปโทษกันต่างๆ นานา ซึ่งเคยบอกแล้วว่ารัฐบาลน่าจะจับเข่าคุยกับกลุ่มเยาวชนที่เห็นต่างในทุกวันนี้ ก็จะได้แนวทางที่อยู่ร่วมกันระหว่างคนในวัยที่ต่างกัน ถ้าจะเริ่มติดกระดุมใหม่ที่ติดผิดเม็ด ก็โดยการที่ปรับกระบวนการในการดำเนินคดีของมาตรา 112 เสียใหม่ ให้เหมือนในอดีตที่ทำอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่หาเรื่อง แล้วก็ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับการประกันและใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไป และพูดคุยกับเด็กๆ จะได้เข้าใจตรงกัน เราจะอยู่ร่วมกันต้องมีกติกา กติกาอะไรที่มันยอมรับกันได้ทุกฝ่ายเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะบอกว่ายกเลิกมาตรา 112 เพราะอารมณ์โกรธ จากอารมณ์โกรธ หรือบางคนก็ต้องการจะยกเลิกโดยไม่มีเหตุผล หรือไม่ยกเลิกมาตรา 112 ไม่เอาเด็ดขาด ซึ่งแน่นอนมันมี Yes and No แต่ขณะเดียวกันนั้น การพูดคุยกันน่าจะดีกว่า และการจัดระเบียบให้เป็นระเบียบเสียจะดีกว่า วันนี้บ้านเมืองเหมือนกับอยู่ในภาวะที่ไม่มีการจัดการ ไม่มีการบริหาร บ้านเมืองเปรียบเสมือนอยู่ในภาวะไม่มีการบริหารการจัดการ คงเลือกใช้แต่ Law and Order ซึ่งเป็นการขัดหลักที่จะให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีไม่แตกแยก
“ดังนั้นสรุป ผมขอแนะนำว่าก่อนจะมาบอกว่าจะแก้มาตรา 112 หรือไม่ ขอให้ไปเริ่มย้อนคิดว่า เมื่อตัวกฎหมายไม่เคยมีปัญหา แต่คนที่เป็นปัญหาคือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและคนที่นำประเด็นนี้มาสร้างความแตกแยกในสังคมต่างหาก ถ้ามีการจัดระเบียบให้ถูกต้อง และมีการพูดคุยกับผู้เห็นต่างบ้าง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และนำไปสู่การรักษากฎหมายที่เป็นธรรม และก็จะไม่มีใครเดือดร้อน แต่วันนี้ขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศขาดการบริหารการจัดการ เลือกที่จะใช้ Law and Order เท่านั้น ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดดราม่า หายใจยาวๆ มาเริ่มต้นใหม่ตามที่ผมแนะนำเบื้องต้น เพื่อความรัก เพื่อการถวายความจงรักภักดีที่ถูกต้อง ถูกทาง ไม่ให้เจ้านายต้องถูกครหาโดยที่ไม่รู้”



