ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม รองประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิปพรรคร่วมรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ สว. และ ฝ่ายค้านจองกฐินอภิปรายเรื่องกระบวนการยุติธรรม และอาการป่วยของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าอาจป่วยไม่จริง ว่า ไม่ได้ท้าเรื่องนี้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริงโดยดูจากหน้างานหากมีการอภิปรายที่ใส่ร้ายกัน ซึ่งทักษิณถือ เป็นบุคคลภายนอกสภา หากไปอภิปรายเรื่องส่วนตัวก็ถือว่าผิดข้อบังคับ ก็ต้องมีการประท้วงและชี้แจงกัน ดีไม่ดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้
อย่างไรก็ตามในวิปไม่ได้มีการหารือกัน โดยจะปล่อยให้เป็นไปตามปกติ เพราะที่ผ่านมาเข้าใจว่าสังคมทราบเรื่องนี้ แต่คนที่ไม่ยอมรับทราบ ก็คือคนที่ไม่ยอมรับ ส่วนที่ยอมรับก็ยอมรับ และคิดว่าเรื่องอาการป่วยของทักษิณมีการพูดไปไกลมากแล้ว
ซึ่งความจริงนายทักษิณออกจากโรงพยาบาลมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อาการป่วยทุกวัน จึงคิดว่าเป็นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้นพวกตนไม่ได้ท้าทาย แต่เชื่อว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมจะตอบทุกคำถาม รวมถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ และเคยตอบกระทู้ไปหลายครั้งแล้ว จึงคิดว่าไม่น่ากังวล
ส่วนจะต้องมีทีมกฎหมายมาจับตาดูหรือไม่นั้น ครูมานิตย์ กล่าวว่า การจับตาถือเป็นเรื่องปกติแต่ไม่ถึงกับต้องตั้งวอร์รูม เพราะในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็มี ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นที่ปรึกษาวิปฯ ถือเป็นกฎหมายชั้นยอดของรัฐบาลอยู่แล้ว และพวกเราซึ่งมีประสบการณ์ในสภาฯ ก็คงจะวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูกหรือผิด อะไรพูดได้ พูดไม่ได้ จึงไม่น่าหนักใจ
ส่วนถึงขั้นจะฟ้องร้องหรือไม่ เป็นเรื่องของคู่กรณี พวกตนซึ่งเป็น สส. มีหน้าที่ลุกขึ้นชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจข้อบังคับรัฐธรรมนูญ และข้อเท็จจริงในบางส่วน เพราะตาของตนเองกับเขามองคนละมุม เหมือนเลข 6 กับ เลข 9 ถ้ามองคนละมุม ก็มองต่างกันได้ ส่วนการฟ้องร้องเป็นเรื่องของบุคคลภายนอก หากมีการใส่ร้าย ก็เป็นเรื่องที่คนนอกจะฟ้องร้อง เพราะกฎหมายไม่ได้
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการที่ ทักษิณ พบประมวลชน จะทำให้คะแนนของพรรคเพื่อไทย ได้รับความนิยมมากขึ้นหรือไม่ ครูมานิตย์ บอกว่า วันนี้ยังประเมินอะไรไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งคือคนที่รักทักษิณก็มาให้กำลังใจมากมาย ไม่ใช่เฉพาะคนเชียงใหม่ แต่คนเชียงรายลำพูน และคนอีสาน ก็ไปหา เชื่อว่าความเป็นห่วงเป็นใยของทักษิณกับประชาชนที่มีความศรัทธากันในอดีต ซึ่งจะอยู่ต่างประเทศ 17 ปี ถ้าไม่ใช่ทักษิณ ประชาชนก็คงลืมไปแล้ว วันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า 17 ปียังไม่ได้จางหาย ถือเป็นเรื่องปกติของความศรัทธาแต่เรื่องอย่างอื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการการเมืองนั้นตนคิดว่าเร็วเกินไปที่จะประเมิน
เมื่อถามย้ำว่าคนบางส่วนมองว่าทักษิณหายเร็วเกินไป และไม่เชื่อว่าป่วยจริง ครูมานิตย์ กล่าวว่า แล้วแต่มุมมองแต่ละคน แต่ขอให้เชื่อว่าคนอายุ 75 ปี สภาพร่างกายก็จะไม่ค่อยปกติ เป็นเรื่องธรรมดา ก็แล้วแต่มุมมอง ถ้าคนที่ชอบ ก็มองด้วยความเป็นธรรม แต่ถ้าคนไม่ชอบถึงจะนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล แม้ไม่เห็นหน้า ก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานาได้ ทั้งนี้เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้นายทักษิณหายเร็วคือกำลังใจ เชื่อว่ายาไม่ได้ทำให้หายไวแต่กำลังใจทำให้หายไวกว่า
ทำให้ ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมทันทีกับผู้สื่อข่าวว่า การที่มาถามและไม่เชื่อเรื่องอาการป่วยของทักษิณ เราต้องถามตัวเองว่าเรามองปัญหานี้เป็นปัญหาส่วนรวม หรือเป็นปัญหาการเมือง เป็นปัญหาความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมาหรือไม่ และเราก้าวพ้นเรื่องนี้หรือยัง
ส่วนตัวอยากให้เอาคำถามนี้กลับมาถามตัวเอง แล้วสุดท้ายจะรู้ว่าเป็นอย่างไร และส่วนตัวคิดว่าการตั้งคำถามแบบนี้เป็นการถามเพื่อมีความเห็นและรู้สึกว่าความขัดแย้งยังมีอยู่ และยังก้าวไม่พ้นเรื่องพวกนี้เลย ตนขอเชิญชวนทุกคนมาคิดเรื่องบ้านเมือง เรื่องพีเอ็ม 2.5 เรื่องเศรษฐกิจ ก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้จะดีกว่า
การที่จะมาตัดสินใจว่าป่วยจริงหรือไม่ คำถามคือใครเป็นคนชี้และตัดสินใจ ซึ่งตนเชื่อว่าทักษิณไม่ได้ตัดสินใจเอง ว่าตัวเองป่วยหรือหาย แต่เรื่องนี้มีคนรับผิดชอบหรือคณะกรรมการ ตัดสินใจและชี้แจงมาโดยลำดับ ดังนั้นโดยรวมอยากให้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ และอย่าเอามาเป็นประเด็น ท้ายสุดก็จะวนเวียนกับเรื่องนี้ ประเทศไทยจึงก้าวไม่พ้นอะไรกันสักที แล้ววนกลับไปที่เดิม




