ชีวิตอันแสนโชกโชนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกจับตาและเป็นที่รู้จักช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เรียกว่า ‘ชกข้ามรุ่น’ ผ่านปฏิบัติการล้มนายกฯ แม้แผนจะไม่สำเร็จ แต่ก็ทำให้ ‘บิ๊กตู่’พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เก้าอี้สะเทือนต้องรีบแก้เกมสู้ นำมาสู่ ‘ศึกสายเลือด จปร.’ ระหว่าง ‘พลเอก’ กับ ‘ร้อยเอก’ นอกราชการ
จาก ‘นายร้อยหนุ่ม’ กว๊านพะเยา จบเตรียมทหารรุ่น 25 นายร้อย จปร. รุ่น 36 มาสู่เส้นทางข้าราชการทหาร โดยในยุค ‘บิ๊กจิ๋ว’พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในขณะนั้น ได้อนุมัติให้กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 (ร.1 พัน.4 รอ.) ขึ้นตรงต่อหน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยฯ ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการจัดหน่วยแยกเป็น ‘ทหารมหาดเล็ก’ เป็นครั้งแรก ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้รับคัดเลือกเข้าประจำที่หน่วย ร.1 พัน.4 รอ. เป็นหนึ่งในตำนาน ‘18อรหันต์’
แต่ด้วยชีวิตที่ทั้ง ‘พลิกผัน’ และ ‘โชกโชน’ จึงทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ถูกปลดออกจากราชการถึง 2 ครั้ง เมื่อปี 2534 เนื่องจากขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และปี 2536 เนื่องจากหนีราชการในเวลาประจำการ แม้จะทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการได้ทั้ง 2 ครั้ง แต่สุดท้าย ร.อ.ธรรมนัส ก็ต้องออกไปจากชีวิตข้าราชการทหาร ไปสู่เส้นทางใหม่นอกรั้วกองทัพ แต่ยังคงอยู่ในแวดวงพี่น้องทหาร
จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้พบ ‘เสธ.ไอซ์’พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต นายทหารผู้กว้างขวาง ที่ทำธุรกิจบริษัทรักษาความปลอดภัย และ ‘เสธ.แอ๊ว’พล.อ.อัครเดช ศศิประภา เป็นอีกจุดพลิกผันในชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส ที่เกิดเรื่องราวต่างๆในชีวิตจำนวนมาก ถึงขั้นถูก ‘ถอดยศ’ เมื่อปี 2541 ในขณะนั้นมียศ ‘ร้อยโท’ สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย เนื่องจากพฤติตนไม่เหมาะสมตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2476 แต่เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยว ที่มีหนังสือของกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเลื่อนยศนายทหารสัญญาบัตร ตาม พ.ร.บ.ยศทหาร พ.ศ.2479 ในการเลื่อนยศข้าราชการทหารปี 2541 ให้เป็น ‘ร้อยเอก’ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส เปลี่ยนชื่อหลายครั้ง ได้แก่ ยุทธภูมิ โบพรหม , พชร โบพรหม , พชร พรหมเผ่า , มนัส พรหมเผ่า
ต่อมา ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าสู่ถนนการเมืองที่พรรคไทยรักไทย ทำงานด้านยุทธศาสตร์พื้นที่ กทม. ในยุคที่ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เป็นหัวหน้าพรรคฯ โดย ‘เสธ.ไอซ์’ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 กับ ‘ทักษิณ’ เป็นจุดเริ่มต้นที่ ร.อ.ธรรมนัส เริ่มรู้จักกับบรรดา ส.ส.ไทยรักไทย รวมทั้งแกนนำ นปช. ยุคเริ่มต้น โดย ร.อ.ธรรมนัส ก็ได้ย้ายไปพรรคพลังประชาชนกับพรรคเพื่อไทยด้วย และได้ทำการเมืองพื้นที่ จ.พะเยา จึงรู้จักมักคุ้นกับ ‘เจ๊แดง’เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ
ในยุคที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กรำศึกกับคนเสื้อแดง ได้มีการตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ขึ้นมา ชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส ติดแบลคลิสต์ลำดับต้นๆ ส่อถูกอายัดทรัพย์ เพราะถูกมองว่าไปเกี่ยวของกับการชุมนุมในการเป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ ซึ่งทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ได้เปิดโอกาสให้มาชี้แจง มาถึงยุค คสช. ทำการรัฐประหารปี 2557 ชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส ก็ติดแบล็คลิสต์เช่นเดิม แต่ได้รับความช่วยเหลือจากบิ๊กทหารทั้ง 2 ครั้ง จึงทำให้ชื่อ ร.อ.ธรรมนัส หลุดจากแบล็คลิสต์ และทำตัวโลว์โปร์ไฟล์มาตลอด
จนมาถึงยุค คสช. ที่ผ่องถ่ายอำนาจทำ ‘พรรคทหาร’ ขึ้นมา ชื่อว่า ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ก็มีรุ่นพี่ทหารไปชวนให้มาทำ พปชร. ทำให้ชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส พลิกผันเปลี่ยนขั้วจาก ‘พรรคเพื่อไทย’ มาขั้ว ‘3ป.’ เต็มตัว และได้รับบทบาทสำคัญในการ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ หนึ่งในนั้นคือการคุยกับ ‘พรรคเล็ก’ ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็น ‘ผู้จัดการรัฐบาล’ ทำให้ชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส มาถึง ‘จุดสูงสุด’ จากคนที่อยู่ในพื้นที่ ‘แสงสลัว’ มาสู่คนที่มี ‘สปอร์ตไลท์’ ในตำแหน่ง ‘รัฐมนตรี’ ในฐานะ รมช.เกษตรและสหกรณ์
ชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส แผ่บารมีในสนามการเมืองอย่างมาก เข้าทำเนียบรัฐบาล เข้ารัฐสภา มีแต่คนห้อมล้อม จน ร.อ.ธรรมนัส ได้ขึ้นเป็น ‘เลขาธิการ พปชร.’ ยกทัพ พปชร. ไปตีเมืองต่างๆได้สำเร็จ ทำให้บารมียิ่งใหญ่คับพรรค อีกด้านก็กลับเป็น ‘หนาม’ ที่กลับมาทิ่มแทง ร.อ.ธรรมนัส เอง จนนำมาสู่ศึกใน พปชร. ที่ลามไปถึงศึกสายเลือด จปร. ระหว่าง ‘บิ๊กตู่-ผู้กองมนัส’ กลายเป็น ‘มหากาพย์’ ที่ยังไม่มีตอนจบ
ศึกสายเลือด จปร. ทำให้ทั้ง ‘บิ๊กตู่-ผู้กองมนัส’ มีความหวาดระแวง-ไม่ไว้วางใจต่อกัน สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล ทำให้คนกลางอย่าง พล.อ.ประวิตร ต้องทำหน้าที่ ‘โซ่ข้อกลาง’ แต่ในบางครั้ง พล.อ.ประวิตร ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘อุ้ม’ ร.อ.ธรรมนัส หรือไม่ จนนำมาสู่การที่ พปชร. มีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส และก๊วนผู้กองรวม 21 คน พ้นพรรค จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ก็ไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ ‘พรรคเศรษฐกิจไทย’ โดยมี ‘บิ๊กน้อย’พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ตท.11-จปร.22) น้องรักระดับท็อป 5 ของ พล.อ.ประวิตร ไปเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งในเวลานั้นก็มีการมองว่าเป็นการ ‘ปล่อยเสือเข้าป่า’ หรือไม่
ต่อมาเกิดศึกในพรรคเศรษฐกิจไทยระหว่าง ‘บิ๊กน้อย-ผู้กองมนัส’ อันนำมาสู่ 15 กรรมการบริหารพรรคมุ้งผู้กองลาออก ทำให้ ‘บิ๊กน้อย’ พ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรคโดยอัตโนมัติ ว่ากันว่าปัญหาเกิดมาจากการทำงานที่เห็นแย้งไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะการส่งผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่ต่างๆ แต่ละฝ่ายต่างออกมามีวิวาทะ ชนิดที่ทำให้ความสัมพันธ์ 30 ปี ระหว่าง ‘ผู้กองมนัส-บิ๊กน้อย’ ต้องสะบั้น โดย ‘บิ๊กน้อย’ แม้เป็นทหารราบ แต่ก็เป็นเพื่อนร่วม ‘ก๊วนทหารม้า’ กับ ‘เสธ.ไอซ์’ ที่เป็นรุ่นเตรียมทหารห่างกันเพียง 1 ปี
ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ขึ้นเป็น ‘หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย’ คุมพรรคเบ็ดเสร็จ จึงต้องจับตา ‘เกมในสภา’ จากนี้ให้ดี แต่ก็ไม่เกินมือ ‘บิ๊กป้อม’ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลที่ต้องเจรจากับพรรคเศรษฐกิจไทย ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่ายังคงรักและเคารพ พล.อ.ประวิตร แต่เรื่องการเมืองแทรกแซงกันไม่ได้ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ก็ออกมาพูดในลักษณะปกป้อง พล.อ.ประวิตร ในศึกซักฟอกที่ พล.อ.ประวิตร ดูแลงานแค่ภาพกว้าง ไม่ได้ดูกระทรวงใดเลย จึงอยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงใดเป็นผู้รับผิดชอบ และเชื่อมั่นตลอดเวลาที่รู้จัก พล.อ.ประวิตร ไม่ใช่คนแบบที่สื่อหลายสำนักเข้าใจ
ทั้งหมดนี้เป็นชีวิตอันแสนโชกโชนของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งในสังคมพี่น้องเพื่อน ‘เตรียมทหาร’ ก็ยังเฝ้ามอง ร.อ.ธรรมนัส ต่างพูดตรงกันว่า “ถอยไม่ได้” จึงเป็นธรรมดาที่ ร.อ.ธรรมนัส จะต้องวิ่งหาแสงส่องตัวเอง เพราะหากไร้ซึ่งแสงส่อง ชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส อาจพลิกผันอีกก็เป็นได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส เผชิญมาตลอดทั้งชีวิตอยู่แล้ว




