ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานผู้ประสานงาน สส.พลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้เสนอให้ชะลอการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ออกไป 10 เดือน เพื่อรอให้ สว. หมดอำนาจก่อน ว่า หลังการเลือกตั้ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องมีรัฐบาล ถ้าจะให้รอไปอีก 10 เดือน ตนว่าไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องรีบจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น หากวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ มีการโหวตนายกฯ ตามกำหนดเดิม ทางพรรคพลังประชารัฐ ก็มีจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่า ในการจะโหวตหรือไม่โหวต ต้องดูว่าพรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วยพรรคอะไรบ้าง และมีอุดมการณ์นโยบายหรือแนวทางอย่างไรบ้าง
“ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคที่มีนโยบายไม่ตรงหรือขัดกับแนวทางกับพรรคพลังประชารัฐ เราก็ไม่โหวตให้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล หรือพรรคใดก็ตาม” ร.อ.ธรรมนัส ระบุ
ส่วนกรณีที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยังจับมือกันและเสนอแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคพลังประชารัฐจะโหวตให้หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่าไปจับมือกับพรรคการเมืองใด ถ้าไปจับมือกับพรรคที่มีแนวทางหรือนโยบายที่ขัดกับพรรคพลังประชารัฐ เราไม่จับมือแน่นอน
“มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องมาตรา 112 แต่เราพยายามจะชี้ให้สังคมเห็นว่า พรรคพลังประชารัฐเรามีอุดมการณ์ มีนโยบายของพรรคชัดเจนว่า เราจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้น พรรคการเมืองใดก็ตาม ที่เรามองเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า เมื่อร่วมงานกันแล้วจะเกิดความขัดแย้งแน่นอน จะทำให้สังคมแตกแยกอย่างรุนแรง เราจะไม่ร่วมงานอย่างเด็ดขาด” ร.อ.ธรรมนัส ระบุ
ส่วนหากมีการจับมือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและมีการชุมนุมตามมานั้น ร.อ.ธรรมนัส เชื่อว่าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สอนให้คนไทยได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ การที่เราไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงในสังคม เราจะเดินแบบสุดโต่ง มันจะเกิดความแตกแยก เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองรวมถึงประชาชน ส่วนกรณีที่ในช่วงหาเสียง พรรคเพื่อไทยปราศรัยชัดเจนว่าจะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ร.อ.ธรรมนัส มองว่า ตอนหาเสียงอย่าไปมองที่พรรคเพื่อไทย พรรคเดียว แต่ละพรรคก็พยายามสาดโคลนเข้าหากันเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จึงถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ถือเป็นสาระสำคัญสำหรับการเมือง ที่เราเล็งเห็นคือประชาชนได้ประโยชน์อะไร
“ผมต้องถามว่า วลีคำว่า “มีลุงไม่มีเรา” พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร การที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นหัวหน้าพรรค อยากให้ดูผลงานที่ท่านสร้างไว้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน เรื่องน้ำ ล้วนแล้วแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน ขณะเดียวกัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องความมั่นคง ท่านก็เป็นห่วงบ้านเมือง ว่าจะเกิดความแตกแยก และอาจจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทย จนทำให้สะดุดได้” ร.อ.ธรรมนัส ระบุ
“ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคที่มีนโยบายไม่ตรงหรือขัดกับแนวทางกับพรรคพลังประชารัฐ เราก็ไม่โหวตให้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล หรือพรรคใดก็ตาม” ร.อ.ธรรมนัส ระบุ
ส่วนกรณีที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยังจับมือกันและเสนอแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคพลังประชารัฐจะโหวตให้หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่าไปจับมือกับพรรคการเมืองใด ถ้าไปจับมือกับพรรคที่มีแนวทางหรือนโยบายที่ขัดกับพรรคพลังประชารัฐ เราไม่จับมือแน่นอน
“มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องมาตรา 112 แต่เราพยายามจะชี้ให้สังคมเห็นว่า พรรคพลังประชารัฐเรามีอุดมการณ์ มีนโยบายของพรรคชัดเจนว่า เราจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้น พรรคการเมืองใดก็ตาม ที่เรามองเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า เมื่อร่วมงานกันแล้วจะเกิดความขัดแย้งแน่นอน จะทำให้สังคมแตกแยกอย่างรุนแรง เราจะไม่ร่วมงานอย่างเด็ดขาด” ร.อ.ธรรมนัส ระบุ
ส่วนหากมีการจับมือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและมีการชุมนุมตามมานั้น ร.อ.ธรรมนัส เชื่อว่าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สอนให้คนไทยได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ การที่เราไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริงในสังคม เราจะเดินแบบสุดโต่ง มันจะเกิดความแตกแยก เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองรวมถึงประชาชน ส่วนกรณีที่ในช่วงหาเสียง พรรคเพื่อไทยปราศรัยชัดเจนว่าจะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ร.อ.ธรรมนัส มองว่า ตอนหาเสียงอย่าไปมองที่พรรคเพื่อไทย พรรคเดียว แต่ละพรรคก็พยายามสาดโคลนเข้าหากันเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จึงถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ถือเป็นสาระสำคัญสำหรับการเมือง ที่เราเล็งเห็นคือประชาชนได้ประโยชน์อะไร
“ผมต้องถามว่า วลีคำว่า “มีลุงไม่มีเรา” พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร การที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นหัวหน้าพรรค อยากให้ดูผลงานที่ท่านสร้างไว้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน เรื่องน้ำ ล้วนแล้วแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน ขณะเดียวกัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องความมั่นคง ท่านก็เป็นห่วงบ้านเมือง ว่าจะเกิดความแตกแยก และอาจจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทย จนทำให้สะดุดได้” ร.อ.ธรรมนัส ระบุ




