ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าที่ ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ ยืนยันต้องปล่อยให้พรรคก้าวไกล จัดตั้งรัฐบาลก่อน ตามมารยาททางการเมือง ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน
“ได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่านบอกว่าเราต้องอยู่นิ่งๆ เพราะเราต้องยอมรับความเป็นจริง เสียงของประชาชนสะท้อนให้เห็นแล้วว่าเราต้องอยู่นิ่งๆ อย่างพวกตนเข้าสภาผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนกลไกสภาฯ จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
เมื่อถามว่า ไม่ว่า พรรคพลังประชารัฐจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่เต็มที่ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “เราในฐานะนักการเมืองต้องฟังเสียงประชาชน เมื่อประชาชนให้โอกาสพรรคก้าวไกล ในการจัดตั้งรัฐบาล เราจึงต้องฟังว่าเขาทำได้หรือไม่ ไม่ควรไปแทรกแซง มารยาททางการเมืองต้องคำนึงถึงด้วย”
เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐ จะโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “ตนยังไม่ได้คุยกับ ส.ส. จึงต้องคุยกันก่อน โดยเฉพาะกับ พล.อ.ประวิตร ที่ต้องฟังนโยบายว่ามีนโยบายอย่างไร เชื่อว่าที่ผ่านมา ว่าที่ ส.ส. 39 คนของพรรคฯ ที่สอบผ่าน ต้องมานั่งคุยกัน ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจการเมืองมาทำตรงนี้”
ส่วนทั้งหมดจะเป็นมติพรรคฯ ใช่หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส มองว่าจะเป็นมติของ ส.ส.มากกว่า โดยฟัง พล.อ.ประวิตร เป็นหลัก เมื่อถามย้ำว่า การที่ได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร อารมณ์เป็นอย่างไรบ้างถึงการประเมินท่าทีรัฐบาลในอนาคต ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนใจกว้าง เปิดรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยตนยืนยันว่าท่านเปิดใจกว้าง
สำหรับสูตรจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ที่ไม่เอา ‘2 ลุง’ หากมีเงื่อนไขว่า พล.อ.ประวิตร ลาออก จะทำให้พรรคพลังประชารัฐ มีโอกาสในการเข้าร่วมหรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส มองว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของสองสภาฯ และไม่มีความจำเป็นที่ พล.อ.ประวิตร ต้องลาออก
“เราเป็นนักการเมือง ต้องยอมรับว่าความจริงของสังคมเป็นอย่างไร และเมื่อความเป็นจริงของสังคมสะท้อนอย่างไร ในสภาฯ ต้องมานั่งคุยกัน สภาต้องจบในสภาฯ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาสังคม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นรุ่นพี่ที่เป็นรัฐบาลมาก่อน ฝากข้อคิดอะไรให้พรรคก้าวไกล ในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่กล้า เราเองต้องรู้ตัวว่าเราทำได้แค่นี้ ฟังเสียงส่วนใหญ่ว่าเป็นอย่างไรก่อน แต่ตนฝากเลยว่าการเป็นนักการเมือง การเมืองท้องถิ่นถือว่าเป็นรากเหง้าของการเมือง หลายท่านที่สอบตกก็น่าจะรู้ตัวเองว่าพลาดเพราะอะไร”
เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการที่ ส.ว.ระบุว่า การจะจัดตั้งรัฐบาลต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง จะได้ไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว. ทาง ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ถือเป็นกลไกของสภาฯ ต้องรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เยอะที่สุดก่อน ไปผลักดันเป็นภาระ ส.ว. ไม่ได้ ส่วนเมื่อถามอีกว่า มีแผนสำรองหรือไม่ในกรณีที่พรรคก้าวไกล ไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “ไม่มี มีอย่างเดียวคือ ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก่อนในฐานะเป็น ส.ส.ของคนพะเยา และต้องทำอะไรในพรรคให้ดีขึ้นกว่านี้”
เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคก้าวไกล ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จริง มีโอกาสที่จะมาจัดตั้งรัฐบาลกันในขั้วเดิม ทาง ร.อ.ธรรมนัส จะทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมต.กลาโหม ได้หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “สำหรับตน เรื่องการเมืองมันจบไปแล้ว วาระของตนก็จบไปแล้ว ก็สรุปว่าลืมหมดแล้ว ตอนนี้ไม่คิดเรื่องอื่น คิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศชาติดีขึ้น โดยเฉพาะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตอนนี้เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พี่น้องส่วนใหญ่ฐานรากเดือดร้อนอยู่จะทำอย่างไร เราอย่าเล่นการเมืองมากเกินไป” พร้อมยืนยัน ยังไม่ได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทย หลังเห็นผลการเลือกตั้ง
“ได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่านบอกว่าเราต้องอยู่นิ่งๆ เพราะเราต้องยอมรับความเป็นจริง เสียงของประชาชนสะท้อนให้เห็นแล้วว่าเราต้องอยู่นิ่งๆ อย่างพวกตนเข้าสภาผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนกลไกสภาฯ จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
เมื่อถามว่า ไม่ว่า พรรคพลังประชารัฐจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่เต็มที่ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “เราในฐานะนักการเมืองต้องฟังเสียงประชาชน เมื่อประชาชนให้โอกาสพรรคก้าวไกล ในการจัดตั้งรัฐบาล เราจึงต้องฟังว่าเขาทำได้หรือไม่ ไม่ควรไปแทรกแซง มารยาททางการเมืองต้องคำนึงถึงด้วย”
เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐ จะโหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “ตนยังไม่ได้คุยกับ ส.ส. จึงต้องคุยกันก่อน โดยเฉพาะกับ พล.อ.ประวิตร ที่ต้องฟังนโยบายว่ามีนโยบายอย่างไร เชื่อว่าที่ผ่านมา ว่าที่ ส.ส. 39 คนของพรรคฯ ที่สอบผ่าน ต้องมานั่งคุยกัน ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจการเมืองมาทำตรงนี้”
ส่วนทั้งหมดจะเป็นมติพรรคฯ ใช่หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส มองว่าจะเป็นมติของ ส.ส.มากกว่า โดยฟัง พล.อ.ประวิตร เป็นหลัก เมื่อถามย้ำว่า การที่ได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร อารมณ์เป็นอย่างไรบ้างถึงการประเมินท่าทีรัฐบาลในอนาคต ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนใจกว้าง เปิดรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยตนยืนยันว่าท่านเปิดใจกว้าง
สำหรับสูตรจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ที่ไม่เอา ‘2 ลุง’ หากมีเงื่อนไขว่า พล.อ.ประวิตร ลาออก จะทำให้พรรคพลังประชารัฐ มีโอกาสในการเข้าร่วมหรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส มองว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของสองสภาฯ และไม่มีความจำเป็นที่ พล.อ.ประวิตร ต้องลาออก
“เราเป็นนักการเมือง ต้องยอมรับว่าความจริงของสังคมเป็นอย่างไร และเมื่อความเป็นจริงของสังคมสะท้อนอย่างไร ในสภาฯ ต้องมานั่งคุยกัน สภาต้องจบในสภาฯ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาสังคม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นรุ่นพี่ที่เป็นรัฐบาลมาก่อน ฝากข้อคิดอะไรให้พรรคก้าวไกล ในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่กล้า เราเองต้องรู้ตัวว่าเราทำได้แค่นี้ ฟังเสียงส่วนใหญ่ว่าเป็นอย่างไรก่อน แต่ตนฝากเลยว่าการเป็นนักการเมือง การเมืองท้องถิ่นถือว่าเป็นรากเหง้าของการเมือง หลายท่านที่สอบตกก็น่าจะรู้ตัวเองว่าพลาดเพราะอะไร”
เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการที่ ส.ว.ระบุว่า การจะจัดตั้งรัฐบาลต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง จะได้ไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว. ทาง ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ถือเป็นกลไกของสภาฯ ต้องรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เยอะที่สุดก่อน ไปผลักดันเป็นภาระ ส.ว. ไม่ได้ ส่วนเมื่อถามอีกว่า มีแผนสำรองหรือไม่ในกรณีที่พรรคก้าวไกล ไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “ไม่มี มีอย่างเดียวคือ ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก่อนในฐานะเป็น ส.ส.ของคนพะเยา และต้องทำอะไรในพรรคให้ดีขึ้นกว่านี้”
เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคก้าวไกล ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จริง มีโอกาสที่จะมาจัดตั้งรัฐบาลกันในขั้วเดิม ทาง ร.อ.ธรรมนัส จะทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมต.กลาโหม ได้หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า “สำหรับตน เรื่องการเมืองมันจบไปแล้ว วาระของตนก็จบไปแล้ว ก็สรุปว่าลืมหมดแล้ว ตอนนี้ไม่คิดเรื่องอื่น คิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศชาติดีขึ้น โดยเฉพาะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตอนนี้เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พี่น้องส่วนใหญ่ฐานรากเดือดร้อนอยู่จะทำอย่างไร เราอย่าเล่นการเมืองมากเกินไป” พร้อมยืนยัน ยังไม่ได้มีการหารือกับพรรคเพื่อไทย หลังเห็นผลการเลือกตั้ง




