ครม.อนุมัติงบกลางปี 70 เยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม วงเงิน 10,500 ล้านบาท

20 ต.ค. 2569 - 16:56

  • ที่ประชุม ครม. วันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีมติอนุมัติงบกลางปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 10,500 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม หลังงบปี 2569 ถูกใช้หมดลง

  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันข่าวงบเยียวยาน้ำท่วมหมดไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่าเป็นการจงใจให้ร้ายรัฐบาล

ครม.อนุมัติงบกลางปี 70 เยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม วงเงิน 10,500 ล้านบาท

ครม.ไฟเขียวงบกลางปี 70

เยียวยาน้ำท่วมเพิ่มเติม วงเงิน 10,500 ล้านบาท

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน วงเงิน 10,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่มเติมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากงบประมาณเดิมในปี 2569 ใช้หมดลง

โดยมีรายละเอียดสำคัญในการอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ เนื่องจากงบประมาณเดิมสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปีงบประมาณ 2569 ได้ถูกใช้จนหมดลงแล้ว แต่ยังคงมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและตกค้างจากการสำรวจอีกจำนวนหนึ่ง ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้เสนอขออนุมัติงบกลางปี 2570 เพิ่มเติมเพื่อเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเฟสที่ 2 นี้ให้ครอบคลุม 

ข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม. ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุม ซึ่งการดำเนินการต่อจากนี้ งบประมาณก้อนนี้จะถูกกระจายลงไปยังหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเร่งตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการโอนเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด 

“นายกฯ อนุทิน” ยืนยันข่าวงบเยียวยาน้ำท่วมหมดไม่เป็นความจริง ชี้จงใจให้ร้ายรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ากระแสข่าวเรื่องงบประมาณเยียวยาน้ำท่วมหมดนั้นไม่เป็นความจริง และชี้ว่าเป็นการจงใจให้ร้ายรัฐบาล 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าครม.ได้มีการอนุมัติงบเยียวยาน้ำท่วมแล้ว แต่ขอชี้แจงถึงกรณีที่บอกว่ารัฐบาลไม่ได้วางแผนในการเตรียมงบหรือเงินงบหมดแล้ว “นี่เป็นการพูดของคนที่ไม่รู้ความ ต้องเกิดภัยพิบัติก่อนถึงจะไปทำการสำรวจ เมื่อทำการสำรวจแล้วก็ต้องไปตรวจสอบก่อนจะทำเรื่องมาเสนอคณะรัฐมนตรี และเงินนี้ไม่ใช่งบประจำแต่ต้องมาจากงบกลางของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากเกิน 100 ล้านบาทก็ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติ”

“ฉะนั้นที่บอกว่างบประมาณหมดแล้วนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน เพราะเงินเยียวยาต้องมาจากงบกลางตั้งแต่รัฐบาลไหนต่อไหนแล้ว ส่วนที่บอกว่า 4,700 ล้านบาทแรกหมดแล้วนั้น นั่นคืองบกลางที่เหลือตั้งแต่ปี 2569 จริงๆแล้วต้องนำส่งคืนกระทรวงการคลัง แต่เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน ตนจึงไม่ส่งคืนกระทรวงการคลัง เพราะเห็นว่าภาพน้ำท่วมขณะนี้ต้องมีการเยียวยา จึงนำมาตั้งเป็นงบยาวๆ จึงทำให้จ่ายเงินเยียวยาได้เร็ว”

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นี่คือประสิทธิภาพ พอมาวันนี้หากประมาณการดูว่าน่าจะเหลืออีกกี่ครัวเรือนที่จะเข้าข่ายเยียวยา ทางสำนักงบประมาณก็ตั้งงบอีก 10,500 ล้านบาท เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ที่จะมาใช้เยียวยาสถานการณ์น้ำท่วม ไม่ใช่ว่าเงินหมดแล้ว “การให้ข่าวแบบนี้กับประชาชนถือเป็นการให้ร้าย และตนเชื่อว่าเขารู้แต่ตั้งใจจะให้ร้าย”

เมื่อถามถึงการที่ประชาชนออกมารองบเยียวยาหน้าเขตนั้น มาจากความเคลื่อนไหวของ สส.คนนี้ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบว่ามาด้วยสาเหตุอะไร แต่รัฐบาลก็ชัดเจนแล้ว จนจริงๆ ก็ทุกรัฐบาลไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้ โดยรัฐบาลชุดที่แล้วมาใช้เวลาในการสำรวจ เพราะมีการตั้งกรรมการหลายชุด ซึ่งตอนนั้นตนเป็น มท.1 ก็เห็นว่าคณะกรรมการบางชุดมีความซ้ำซ้อน หรือทำให้เกิดความล่าช้า เพราะจริงๆ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาทำการตรวจสอบผ่านกรมท้องถิ่น ผ่านกรมป้องกันภัย สุดท้ายก็กลับมาอยู่ตรงนี้อยู่ดี

“แหล่งข้อมูลทะเบียนราษฎร์ต่างๆ อยู่ตรงนี้อยู่แล้ว จึงทำให้มีการร่นการซ้ำซ้อนไป งบประมาณที่เตรียมไว้ซึ่งตั้งอยู่แล้วก็ทำให้สามารถเร่งจ่ายได้ สมัยก่อนอาจเป็นนโยบายว่าต้องรอภัยพิบัติจบก่อนแล้วค่อยมาทำบัญชีจ่าย พอมารัฐบาลชุดนี้ First come first served ขออย่างเดียวตรวจสอบให้แม่นยำยาผิดพลาด อย่าซ้ำซ้อน หากเข้ามาก็ให้รีบจ่ายเลย เงินก็โอนไปให้โอนแล้ว วันนี้เราจึงดำเนินการจ่ายไป 6 แสนกว่าครัวเรือน”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยหรือขึ้นเบี้ยประกันในปีหน้า เนื่องจากระบบประกันภัยในปัจจุบันเริ่มครอบคลุมความเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป 

เพื่อแก้ปัญหานี้และสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน นายกรัฐมนตรี อนุทิน จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งนำงบประมาณไปลงทุนในระบบป้องกันและรับมือสถานการณ์น้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

  • เร่งสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม และระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุทกภัยซ้ำซาก
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างประตูระบายน้ำ และการปรับปรุงระบบระบายน้ำต่างๆ
  • สร้างความมั่นใจให้บริษัทประกันภัย เพื่อให้ภาคเอกชนยังคงเชื่อมั่นและพร้อมที่จะรับประกันภัยให้กับประชาชนในปีถัดไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์