ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่11พ.ย.ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) โดยกองคดีการฟอกเงินทางอาญา ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหารายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 8 ผู้ต้องหา ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังสอบสวนพยานประมาณ 1200 คน โดยมี ‘พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว’ สว.สำรอง เป็นผู้กล่าวหา ใน ‘คดีฮั้วสว.’ โดยให้เหตุผลมาสอบสวน ระบุว่า
“ร่วมกันเป็นอั้งยี่และเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกติปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมาย เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกันสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฯลฯ”
จึงให้ผู้ต้องหารายนี้ ไปที่กองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศูนย์ราชการอาคารเอ ถนนแจ้งวัฒนะแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 19 พย. 2568 เพื่อพบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ลงนามโดยนายเอกรินทร์ ดอนดง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการออกหมายของดีเอสไอครั้งนี้ เป็นการแจ้งข้อหาโดยไม่ระบุเหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับฐานความผิดหลักเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร อย่างชัดเจนเพื่อที่ให้ผู้ต้องหาชี้แจงข้อเท็จจริงกับพนักงานสอบสวนได้ถูกต้อง
แตกต่างจากมติคณะกรรมการคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ในสมัยที่ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกฯ เป็นประธาน ที่มติรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษและระบุฐานความผิดชัดเจน ว่าเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ส่วนคดีอาญาใดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกับคดีพิเศษดังกล่าว เช่น คดีความผิดฐานอังยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 รวมทั้งความผิดตามมาตรา 116 และการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการฟอกเงินทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เกี่ยวกับการฟอกเงินทางอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา77 วรรคท้าย ย่อมเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคสอง ที่จะทำการสอบสวนต่อไปได้ โดยไม่ต้องมีมติให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังมีการคาดว่าสาเหตุที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่แจ้งข้อหาต่อผู้ต้องหาดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะอาจเกิดความกังวลและต้องการหาทางลง หลังรับทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ และ ‘พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้หลัง สว. ยื่นให้ตรวจสอบฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ แทรกแซงอำนาจ กกต. ในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งวุฒิสภา และรับเป็นคดีพิเศษใช่หรือไม่




