‘สาทิตย์ วงษ์หนองเตย’ รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึง จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ว่านี่ถือเป็นจุดยืนทางการเมือง ที่ไม่ใช่เฉพาะของหัวหน้าพรรคและพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นแต่เกิดจากการรับฟังเสียงประชาชน ผ่าน แคมเปญ ‘ประเทศไทยไม่ทน’ ซึ่งประชาชนบอกว่าไม่สามารถทนกับการเมืองสีเทา และการทุจรติได้ การประกาศจุดยืนเช่นนั้นของ 'อภิสิทธิ์' เป็นความกล้า และเมื่อประกาศไปแล้วมีเสียงวิจารณ์ว่าที่สุดแล้วก็เหมือนเดิม ว่าเมื่อหัวหน้าประกาศจุดยืนไปแล้วกรรมการบริหารพรรคก็มีมติอีกทางเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วสุดท้ายหัวหน้าพรรคก็ลาออก
“แต่มาวันนี้นายอภิสิทธิ์ ประกาศในที่ประชุม กก.บห. เองว่าขอให้เป็นมติผูกพัน และในทางข้อบังคับพรรค ถือเป็นการผูกพันไปถึงหลังเลือกตั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์จะอยู่จนครบวาระเพื่อทำการเมืองต่อไป”
— สาทิตย์ กล่าว
ทั้งนี้ รู้สึกแปลกใจว่าเมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมแล้ว ทำไมพรรคประชาชนถึงบอกว่าพูดไม่ได้ อ้างว่ากลัวผิดกฎหมาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ก็เคยประกาศมาแล้ว จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย จึงสงสัยว่า ทำไมคราวนี้ถึงประกาศไม่ได้ ดังนั้นเห็นว่า การเมืองควรมีจุดยืนที่ชัดเจน ความตั้งใจของอภิสิทธิ์หลังออกจากวงการการเมือง 5-6 ปี ซึ่งการเมืองมาถึงจุดตกต่ำ และไม่เห็นด้วยกับการเมืองดีลลับสลับขั้วที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นนักการเมืองน้อยลง ถึงขั้นพูดว่าสมการการเมืองช่วงหลัง ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนั้นเลย
แต่ที่แปลกใจมากกว่านั้นทันทีที่ อภิสิทธิ์ประกาศออกไป ก็มีการตีความไปหลายทางเช่น ประชาธิปัตย์ จะเป็นฝ่ายค้านซึ่งไม่เกี่ยวเพราะหัวหน้าพรรคติดสินใจเรื่องนี้โดยไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นการประกาศ จุดยืนว่า ‘เราไม่เอาทุนเทา’ แล้วทำการเมืองสุจริต พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรค มีจุดยืนที่ชัดเจนและยังมีการตีความไปอีกว่า หาก พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาพรรคกล้าธรรม แล้ว ไปจับมือกับ ‘พรรคประชาชน’ หรือ ‘พรรคเพื่อไทย’ ถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่มุ่งโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ และบิดเบือนข้อเท็จจากจุดยืนของหัวหน้าพรรค และเมื่อผูกพันเป็นมติพรรคแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อดูจากกระแสการเมือง เหมือนมีการเตรียมจับมือร่วมรัฐบาลกันไว้ล่วงแล้ว ซึ่งทุกพรรคที่จะได้อันดับ 1 ก็เหมือนต้องการพรรคกล้าธรรมไปร่วมรัฐบาล เท่ากับเป็นการปิดประตูตายให้ ประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน สาทิตย์ กล่าวว่า ทำการเมือง อย่าดูถูกประชาชน เชื่อว่าประชาชนต้องการเห็นจุดยืนของแต่ละพรรคการเมือง ไม่มีใครคิดแทนประชาชนได้ เชื่อว่าประชาชนอยากเห็นจุดยืนทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศ และการที่บอกว่ามีการจับมือกันล่วงหน้า ถือเป็นวิธีคิดที่ไม่มีประชาชนอยู่ในความคิดนั้น จากวันนี้ ถึงวันเลือกตั้งประชาชน จะติดตามข้อมูล ข่าวสารอย่างใกล้คิดขอให้ประชาชนติดตามดู การดีเบต ดูจุดยืนยทางการเมือง ว่าใครหนีเวทีบ้าง ใครประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ไม่กล้าขึ้นเวที ดีเบต ในประเทศประบอบประชาธิปไตย การดีเบต คือการแสดงจุดยืนทางการเมือง ส่วนผลการเมืองตั้งเป็นอย่างไร ให้รอดูหลังวันเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าทำไมจึงประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรมพรรคเดียวทั้งที่ พรรคอื่นก็ไม่โปร่งใส สาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีเป็นซีรีย์ขอให้ประชาชนติดตาม ส่วนในอนาคตต้องจับมือกับพรรคประชาชน จะมีจุดยืนต่อมาตรการ 112 อย่างไร เพราะพรรคประชาชนยืนยันจะสานต่อเรื่องนี้ ย้ำจุดยืนว่า 112 เป็นมาตราที่ ยังมีความจำเป็น แต่การบังคับใช้ ต้องมีความชัดเจน และ โปร่งใส ประเด็นไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้ ส่วนความชัดเจนที่จะจับมือทางการเมืองมีมากน้อยแค่ไหน ต้องดูจุดยืนทางการเมืองก่อน จะจับมือกับใครยังมีเวลาอีกนาน พร้อมอธิบายด้วย ว่า
"หัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ได้บอกว่า จะแก้ ม.112 แต่มุ่งเน้น จะนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาในคดี ม.112 ซึ่ง ตอนนี้ กฎหมายฉบับนี้ ถูกแช่แข็งอยู่ ขึ้นอยู่ กับรัฐบาลใหม่ จะมีมติให้เดินหน้ากฎหมายฉบับนี้หรือไม่"
ส่วนที่มีการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องสลายการชุมนุน และ คดี 99 ศพ สาทิตย์ ยอมรับว่า ตอนนี้ถูกโจมตี 3 เรื่อง เรื่องแรก โครงการชั่งไข ซึ่งไม่เคยเห็นมีว่าการขายแบบนี้ที่ไหน เรื่องนี้เป็นประเด็นเก่าเหมือนท่องกันมา แต่ไม่มีผลเพราะไม่มีอยู่จริง เรื่องคดี 99 ศพ เรื่องนี้ ต้องดูที่ อภิสิทธิ์ ชี้แจงกับ นศ.ที่จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งเรื่อง MOU 43/44 ที่ต้องนี้ก็พูดถึงน้อยลง เพราะมีการประชุมผ่านกลไกทวิภาคีแล้ว มองว่า เป็นเรื่องธรรมดาถือเป็นยุทธศาสตร์ที่นำมาโจมตีพรรค หลังพรรคได้รับความสนใจจากประชาชน พรรค และหัวหน้าพรรคพร้อมชี้แจงทุกเรื่อง




