แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องยุบพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จากเหตุรับเงินบริจาคจากห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ถือหุ้นอยู่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ยังคงถือครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่
เลขาฯ กกต. กล่าวว่า ประเด็นนี้ทำให้ตนเองถูกด่าฟรีมาปีกว่าๆ เพียงเพราะว่าตนเองเป็นคนบุรีรัมย์ จนมีคนไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริต ว่าเหตุใด กกต.ถึงมีคำสั่งยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล แต่กลับไม่ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย
“จึงขอชี้แจงว่าด้วยความที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายทะเบียนพรรคการเมืองไปตรวจสอบ และผมได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการทำงาน เพราะคณะกรรมการอยากจะได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ ทั้งที่จริงๆ แล้วอยากจะให้วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน แต่ขยายเวลาออกไปจนคนอื่นรู้สึกว่าเพราะเลขาธิการ กกต.เป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งสัมพันธ์กันอย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจ ทำให้ผมกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆ ที่ไม่เคยเข้าไปยุ่ง” เลขาฯ กกต.กล่าว

เลขาฯ กกต. กล่าวต่อว่า ถ้าถามข้อกฎหมายจริงๆ อย่างกรณีของพรรคก้าวไกลมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นแนวเอาไว้แล้ว ซึ่งก็ผูกพันกับกกต.ทำให้ต้องใช้อำนาจในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่คดีของพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นการร้องว่าผิดหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีของนายศักดิ์สยาม ไม่ได้เป็นความผิดแห่งการยุบพรรคการเมือง เลยไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง
แต่เราก็พยายามหาว่าสิ่งที่เขามาร้องนั้นเป็นเหตุที่จะโยงไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายศักดิ์สยามทำผิดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่เหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง ซึ่งตนเองไม่เคยไปสอบถามหรือแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เป็นเรื่องของอำนาจใครอำนาจมัน แต่วันนี้ฟังได้ว่าเขาเสนอเรื่องมาแล้ว
“ผมก็จะได้สบายใจว่ามันจะได้จบเสียที ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูว่าที่เสนอมานั้นเป็นอย่างไร บางทีสังคมเข้าใจไปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ต้องยุบพรรคเหมือนกัน แล้วความรู้สึกของคนไปไกลว่าลักษณะเหมือนกัน แต่เรื่องของพรรคการเมืองหนึ่งถึงทำได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เรื่องของอีกพรรคการเมืองหนึ่งกลับทำได้อย่างล่าช้า ทั้งที่จริงๆ ต้องดูข้อกฎหมาย ดูที่คำร้อง”
เลขาฯ กกต. ยังกล่าวต่อว่า หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสนอเรื่องเข้ามาแล้ว ก็จะส่งเรื่องให้กับกรรมการที่ปรึกษาของนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งมีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธานฯ ได้ให้ความเห็นก่อนที่จะเสนอให้นายทะเบียนฯ พิจารณาให้ความเห็นว่าผิดกฎหมายต้องมีการยุบพรรคหรือไม่ ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่ผิดก็จบเลย แต่ถ้าเห็นว่าผิดก็เสนอต่อ กกต. คาดว่าไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ก็จบแล้ว
เลขาฯ กกต. กล่าวอีกว่า เรื่องของพรรคภูมิใจไทยก็เหมือนกับเรื่องร้องเรียนให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)เนื่องจากกรณีการรับเงินบริจาคไม่ชอบด้วยกฎหมายจาก ‘ตู้ห่าว’ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ซึ่งการพิสูจน์ว่าเงินที่เขานำมาบริจาคนั้นเป็นเงินสีเทา ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมายเช่นเปิดบ่อนการพนัน ค้ายาเสพติด ซึ่งการจะดูว่าเงินนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถ้ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบไปบอกว่าเงินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถูกยึดก็จะชัดเจนว่าเป็นที่มาของเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่เงินที่ไม่ชอบตามกฎหมายอื่น เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ทาง กกต.ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัยต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายนั้นเป็นผู้วินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งถ้าเงินที่ไม่ชอบตามกฎหมายนั้นเอามาบริจาค นั่นจะทำให้เขาถูกยุบพรรค แต่ถ้าเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพรรคการเมืองโดยตรง ก็อย่างเช่นกรณี เงินกู้ที่เป็นเหตุยุบพรรคอนาคตใหม่ กกต.มีอำนาจวินิจฉัยด้วยตัวเอง
เลขาฯ กกต. กล่าวด้วยว่า กรณีเงินบริจาคของนายตู้ห่าว ไม่มีหน่วยงานไหนวินิจฉัยว่าเงินนั้นได้จากอะไร เมื่อมันเป็นไปตามกฎหมายอื่นแล้ว ไม่มีหน่วยงานไหนมาวินิจฉัย และเราก็ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัยตามกฎหมายอื่น กกต.ก็ต้องยุติเรื่องไป
พอมาถึงเงินของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีบริษัทหนึ่งเอาเงินมาบริจาค เงินนั้นคือเงินหลวงที่บริษัทประมูลงานได้ ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาในคดีหนึ่งที่มีบริษัทเขาไปฮั้วประมูล และผู้มีอำนาจไม่ให้เงินค่างานเขา ศาลบอกว่าต้องแยกให้ถูก เขาทำงานก็ต้องได้ค่างาน ฮั้วประมูลไม่เกี่ยวกัน นั่นหมายความว่าเงินค่างาน เป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเขาทำงานก็ต้องได้เงิน ส่วนเรื่องฮั้วประมูลก็ต้องไปดำเนินคดีอีกคดีหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งถ้าคิดดีๆ จะใกล้เคียงขึ้นมาทันทีว่าเงินที่พรรคการเมืองได้รับจากบริษัทที่ไปทำงานให้หลวง นั่นคือเงินค่างานที่เขาได้รับจากการประมูลงานจากหลวง มีระบบบัญชีถูกต้อง เงินมันถึงเข้ามาอยู่ในบริษัทได้
“ถ้าเป็นเงินฮั้ว มันเข้ามาอยู่ในบริษัทไม่ได้ ไม่รู้เงินนั้นจะไปอยู่ตรงไหน ดังนั้นถ้าตามกฎหมายแล้วมีความซับซ้อน คนจะคิดว่าฮั้วประมูลแล้วจะต้องยุบพรรค แล้วฮั้วจริงหรือเปล่าก็ยังไม่มีใครรู้ในตอนนี้ หรือมีใครตัดสินอย่างไร แต่สุดท้ายเขาก็คงเสนอขึ้นมาให้นายทะเบียนพิจารณา ตอนนี้ผมได้ย้ายทะเบียนมาเป็นคนกรุงเทพฯแล้ว”
เมื่อถามถึงกรณีร้องเรียนการยุบพรรคพลังประชารัฐจากกรณีเงินของนายตู้ห่าว แสดงว่านายทะเบียนมีความเห็นยุติเรื่องแล้วใช่หรือไม่ เลขาฯ กกต. กล่าวว่า ยุติไปแล้ว เพราะเงินนั้นเป็นเงินตามกฎหมายอื่น ซึ่งไม่มีใครมาวินิจฉัยว่ามันเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเราก็จะเอามาเป็นเหตุให้ยุบพรรคไม่ได้ มันเหมือนกับว่าเราพิสูจน์และฟังเขาจะจริงมาได้เท่านี้ เราไม่มีหน่วยงานไหนมาพิสูจน์และยืนยันได้ว่าเงินที่นายตู้ห่าวเอามาบริจาคนั้นมีที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย




