อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (โฆษกรัฐบาล) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีนโยบายผลักดันยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมในการลงทุนในอนาคตของไทยให้เป็นผลรูปธรรม
ซึ่งในปี 2565 มีตัวเลขยอดโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 2,119 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 6.6 แสนล้านบาท ทั้งนี้ BOI ได้กำหนดอุตสาหกรรมอนาคตที่มุ่งจะพัฒนาในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า ได้แก่ BCG EV Electric Digital และ Creative เพื่อตั้งรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า จากข้อมูลการลงทุนในปี 2565 บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมมีจำนวน 2,119 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 6.6 แสนล้านบาท โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) มีมูลค่ารวมกว่า 4.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 36%
โดยมูลค่าคำขอสูงที่สุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตามลำดับ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค
โฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี เร่งผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจการลงทุนของไทย ในประเด็นการส่งเสริมลงทุนจากต่างชาติ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการมาอย่างถูกทาง เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าไทยมีความโดดเด่น เป็นต่อในสายตานักลงทุนหลายด้าน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ฐานซัพพลายเชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนรองรับอุตสาหกรรม บุคลากร/แรงงาน มีขีดความสามารถ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้จากการลงทุน ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในสายตาต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนตลอดมา
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานต่อไป เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยทั้งภาพรวม และฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน
ซึ่งในปี 2565 มีตัวเลขยอดโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 2,119 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 6.6 แสนล้านบาท ทั้งนี้ BOI ได้กำหนดอุตสาหกรรมอนาคตที่มุ่งจะพัฒนาในช่วงระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า ได้แก่ BCG EV Electric Digital และ Creative เพื่อตั้งรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า จากข้อมูลการลงทุนในปี 2565 บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมมีจำนวน 2,119 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 6.6 แสนล้านบาท โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) มีมูลค่ารวมกว่า 4.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 36%
โดยมูลค่าคำขอสูงที่สุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตามลำดับ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค
โฆษกรัฐบาล กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี เร่งผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจการลงทุนของไทย ในประเด็นการส่งเสริมลงทุนจากต่างชาติ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลดำเนินการมาอย่างถูกทาง เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าไทยมีความโดดเด่น เป็นต่อในสายตานักลงทุนหลายด้าน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ฐานซัพพลายเชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนรองรับอุตสาหกรรม บุคลากร/แรงงาน มีขีดความสามารถ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้จากการลงทุน ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในสายตาต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนตลอดมา
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานต่อไป เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยทั้งภาพรวม และฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน




