ภายหลังจากที่ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายสรุปแก่คณะทูต เรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เสร็จสิ้น ‘นิกรเดช พลางกูร’ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวสรุปประเด็นที่ ‘สีหศักดิ์’ ได้ย้ำกับคณะทูตานุทูตไว้ 5 ประเด็นสำคัญ
- ประเด็นที่ 1 แม้นทางกัมพูชาจะพยายามสร้างภาพการเรียกร้องสันติภาพ และพูดว่า มีความยับยั้งชั่งใจ แต่สถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า กัมพูชามักใช้การกระทำเดิมๆ เป็นแท็คติกที่รุกรานไทยก่อน แล้วปฏิเสธว่าไม่ได้เริ่ม นอกนี้ยังมีการยั่วยุด้วยกลวิธีต่างๆ อาทิ การฝังทุ่นระเบิด
- ประเด็นที่ 2 ไทยมุ่งปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ดังนั้นเราจำเป็นต้องดำเนินการทางการทหารจนถึงที่สุด
- ประเด็นที่ 3 สาธารณชนไทยหมดความอดทน อดกลั้นต่อกัมพูชาที่ไม่เคยคำนึง ถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย รวมถึงการที่คนไทยจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยมาครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงต้องปกป้องอธิปไตยและประชาชนของเรา จนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจะไม่ถูกคุกคาม
- ประเด็นที่ 4 ท่าทีของไทยรวมถึงการปฏิบัติการทางทหาร จะดำเนินไปจนกว่าทางกัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน เช่นการเลือกเดินทางสู่สันติภาพอย่างแท้จริง
- ประเด็นที่ 5 กัมพูชาเป็นฝ่ายเหยียบย่ำข้อตกลงการหยุดยิงและถ้อยแถลงที่ลงนามร่วมกัน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
นิกรเดช ระบุต่อว่า 'รมว.ต่างประเทศ' ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดกับคณะทูตานุทูต แบบเปิดเผยเหตุการณ์ผ่านการเรียงไทม์ไลน์ โดยมีทั้งสิ้น 14 ครั้ง ที่สามารถยืนยันชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มการปะทะในครั้งนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เริ่มไทม์ไลน์ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ บริเวณ 'ภูผาเหล็ก - ผลาญหินแปดก้อน' อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งฝ่ายไทยได้มีหนังสือประท้วงไปยัง 'ผูู้สังเกตการณ์อาเซียน' หรือ AOT แล้ว
ต่อมา ในช่วงเช้าวันนี้ (8 ธันวาคม 2568) ยังมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องโดยทหารกัมพูชา ได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ทั้งมีรายงานว่า ทางฝั่งกัมพูชาได้มีการเคลื่อนย้ายอาวุธระยะไกลเข้าพื้นที่ด้วย กระทั่งมีทหารไทยเสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บ 8 คน และล่าสุด ทางกัมพูชาได้ยิงขีปนาวุธ BM -21 ใส่พลเรือนในฝั่งไทยด้วย
ทั้งนี้ ตามที่สื่อมวลชนต่างประเทศ บางแห่ง เน้นการรายงานข่าวเรื่องการโจมตีทางอากาศของฝ่ายไทย นิกรเดชได้เปิดเผยถึงสาเหตุ และความจำเป็นของการโจมตีทางอากาศนั้น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยให้ดำเนินการทางอื่นได้ เนื่องจากพื้นที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิด
ดังนั้นจึงขอย้ำว่าการปฏิบัติการของไทย เป็นไปเพื่อปกป้องตนเองหลังจากที่เราถูกโจมตีก่อน และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยของกฎบัตรสหประชาชาติ - กฎการใช้กำลังอย่างจำเป็นและได้สัดส่วนอย่างเคร่งครัด เมื่อคำนึงถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ และป้องกันไม่มห้เกิดการยกระดับความรุนแรง และความเสี่ยงต่อความสูญเสียในอนาคต ฝ่ายจำเป็นต้องตอบโต้ตามหลักการ ยืนยันว่าทุกปฏิบัติการของไทยจำกัดอยู่ที่เป้าหมายทางการทหาร และระวังอย่างที่สุดไม่ให้เกิดผลกระทบกับพลเรือน
"สรุป 3 ข้อการดำเนินการของไทย คือ 1 ตอบโต้หลังถูกโจมตีก่อน 2) เป็นไปตามกฎการใช้กำลังระหว่างประเทศและเป็นไปอย่างได้สัดส่วน 3) มีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ฝ่ายไทย จึงขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการเปิดฉากยิงเข้ามาดินแดนไทย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตความมั่นคงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องอพยพกันอย่างกระทันหัน"
ส่วนผลกระทบต่อการโจมตี คนไทยได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา พลเรือนผู้บริสุทธิ์ใน 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี ราว 400,000 คนต้องอพยพไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ไทยไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียอย่างเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว ความตึงเครียดจากการประทะในขณะนี้ส่งผลให้โรงเรียนกว่า 600 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนและโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนหลายแห่งต้องปิดทำการชั่วคราว ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและบริการที่สำคัญกับประชาชนคนไทย
นิกรเดช เปิดเผยต่อว่า สีหศักดิ์ยังได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนโดยฝ่ายกัมพูชา นอกเหนือจากการละเมิดข้อตกลงและโจมตีไทยไร้มนุษยธรรม การให้ข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนโดยไม่มีหลักฐานรองรับของฝ่ายกัมพูชา เป็นการสร้างสถานการณ์โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและมีเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งเป็นรูปแบบซ้ำๆ ที่กัมพูชาได้ดำเนินการและใช้มาโดยตลอด โดยเฉพาะความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากกรณีการวางวัตถุระเบิดในดินแดนไทย ที่ไทยเพิ่งรายงานต่อประชาคมโลก
ทั้งนี้ เหตุปะทะครั้งล่าสุด เกิดขึ้นหลัง 3 วันที่ไทยได้มีการแถลงต่อ 'การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา' ณ เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีการเปิดเผยกรณีที่กัมพูชาละเมิดพันธกรณีวางทุ่นระเบิดในดินแดนไทยหลายครั้ง กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกคุกคาม ถูกรังแกมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถตอบคำถามกับประชาคมโลกต่อการกระทำการยั่วยุ ฝ่ายไทยจึงตอบโต้เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนและรักษาอธิปไตย
พร้อมยกตัวอย่างการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน อาทิ การใช้ภาพเก่ากล่าวหาการตอบโต้ของไทย ทำให้เด็กนักเรียนชาวกัมพูชาต้องวิ่งหนีชุลมุน ทั้งที่มีการประกาศอพยพคนออกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้ว รวมถึงหลายหน่วยงานของกัมพูชาให้ข้อมูลเท็จว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เป็นเหตุให้กัมพูชาต้องตอบโต้เพราะป้องกันตนเองในเวลาอันสั้น ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชายังมีการเผยแพร่เอกสารในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง
หลัอย่างไรก็ดี การบรรยายสรุปเสร็จสิ้น ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญ 'เอกอัครราชทูตมาเลเซีย' และ 'อุปทูตสหรัฐอเมริกา' มาพบในฐานะที่เป็นประเทศสักขีพยานในการลงนามถ้อยแถลง (Joint Declaration) โดยมี 'หนังสือประท้วงกัมพูชา' ส่งเวียนชี้แจงเหตุการณ์ไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน มีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ และมีหนังสือถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไทยได้ลดความสัมพันธ์กับกัมพูชามานานแล้ว ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงสถานะดังกล่าวอยู่ และคงตอบไม่ได้ว่าจะถดถอยไปไกลกว่านี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชา สิ่งที่ไทยทำได้คือเราจะพยายามดูแลคนไทยในกัมพูชา โดยจะมีการประเมินสถานการณ์รายวันต่อไป



