ผู้สื่อข่าวรายงนบรรยากาศการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งเข้าสู่ช่วงการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ
โดย วิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายถึงมาตรา 160 (4) พร้อมชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ได้จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อพี่น้องประชาชน และมีจริยธรรม ซึ่งตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อทางพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็พยายามติดตามว่า เศรษฐา ทำอะไร มีประวัติอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ แต่ สว.ส่วนใหญ่ บอกไม่ทราบ-ไม่รู้ จึงเกิดคำถามว่า เมื่อไม่รู้จักว่าคนที่จะเข้ามาเป็นนายกฯ นั้นเป็นคนดีหรือไม่ มีความสามารถที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้หรือไม่ แล้วเราจะเลือกได้อย่างไร
“เราพยายามติดตามข่าวก็มีแต่ด้านลบตลอด คือมีการกล่าวหาว่านายเศรษฐา ใช้วิธีเลี่ยงภาษี ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผิดจริยธรรม และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็ออกมาชี้แจง แต่ไม่เคยส่งมาให้ สว.ทราบเลย ขณะนี้ นายเศรษฐาถูกโจมตีเรื่องซื้อขายที่ดินมาตลอด ย้ำว่าเราไม่ทราบว่าประวัติของนายเศรษฐา เป็นอย่างไร เราจะเอาประเทศชาติมาเสี่ยง เอาประชาชน เศรษฐกิจ และทุกอย่างมาเป็นตัวประกันได้อย่างไร การเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ประเทศชาติจะเดินต่อไปได้ ต้องเลือกคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และมีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว.ในที่นี้ หากจะได้ทราบข้อเท็จจริงจะพิจารณาได้ว่าเขาจะเลือกหรือไม่เลือก และอย่าลืมว่าหากท่านจะปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ว่าจะปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ผมได้ยินข่าวมาว่ามีการซื้อขายกล้วยให้กับ สว. เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นลิง ไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบาน เดี๋ยวจะโดนลงโทษ” วิวรรธน์ กล่าว
จากนั้น ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล อภิปรายชี้ถึงเหตุผลที่พรรคก้าวไกล ไม่สามารถเห็นชอบ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ได้วันนี้ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อตามที่มีการกล่าวหา แต่เพราะเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตจำนงประชาชนที่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยุติรัฐบาล และการเมืองที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ชัยธวัช ระบุว่า พวกเราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ความพยายามสลายขั้วความขัดแย้ง แต่เป็นการต่อลมหายใจให้ระบบการเมืองที่ระบอบ คสช.วางไว้ และจะดำเนินสืบไป หลายคนพูดว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นักการเมือง-พรรคการเมือง จำเป็นต้องกลืนเลือด จ่ายต้นทุนทางการเมืองมหาศาล โดยมีวาระประชาชนและวาระประเทศเป็นตัวตั้ง ซึ่งราคากับต้นทุนที่สังคมไทยต้องจ่ายให้กับการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ ประการแรก คือความหวัง ทั้งนี้ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เคยเป็นวันแห่งความหวังของประชาชน ที่จะให้การเมืองไทยออกจากมรดกของรัฐประหารได้โดยสันติ เสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองไทยเดินหน้าสู่อนาคต
ชัยธวัช กล่าวต่อไปว่า ประการต่อมา คืออำนาจ ประชาชนเคยเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดคืออำนาจของประชาชน แต่เมื่อเขาออกไปใช้อำนาจของตัวเองในการเลือกตั้ง ปรากฏว่าการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง กลับเป็นการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษที่อนุญาตให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิพอเป็นพิธี แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจเป็นของประชาชนจริงๆ
“ประชาชนเพิ่งค้นพบว่า ตอนนี้ประชาธิปไตยบ้านเรา กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ แต่ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และสุดท้าย คือความศรัทธา การตั้งรัฐบาลแบบพิเศษกำลังทำให้เราสูญเสียความศรัทธาในระบบรัฐสภา ทั้งที่เป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนหมดศรัทธาย่อมเป็นสัญญาณอันตรายต่อการเมืองของประเทศในอนาคต” ชัยธวัช กล่าว
ชัยธวัช กล่าวต่อไปว่า อยากฝากความหวังดีไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ว่าหัวใจของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการปะทะกันระหว่างอำนาจประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน วันนี้ เรายังหาทางออกทางการเมืองไม่ได้ เราเห็นว่าทางออกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ไม่ใช่การสลายขั้วอย่างผิวเผินด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ต้องเป็นระบบการเมืองที่วางอยู่บนฉันทามติของหลักการอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน และเมื่อไหร่ที่เรายังสยบยอม หรือต่อลมหายใจให้กับระบบที่เราเรียกว่าประชาธิปไตย แต่ตอบไม่ได้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้ เราจะไม่มีทางสลายความขัดแย้งหรือหาทางออกได้
“ผมทราบดีว่าประชาชนจำนวนมากนับล้านคนกำลังผิดหวัง โกรธ คับข้องใจ กับการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากเรียนทุกท่านว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนแล้วว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่อาจยังเปลี่ยนไม่มากพอ ดังนั้น แม้ท่านจะไม่พอใจ รู้สึกผิดหวัง แต่ขออย่าหันหลังให้การเมือง เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ มามีส่วนร่วมทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงให้ได้ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ทำให้อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชนจริงๆ” ชัยธวัช กล่าว
โดย วิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายถึงมาตรา 160 (4) พร้อมชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ได้จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อพี่น้องประชาชน และมีจริยธรรม ซึ่งตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อทางพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็พยายามติดตามว่า เศรษฐา ทำอะไร มีประวัติอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ แต่ สว.ส่วนใหญ่ บอกไม่ทราบ-ไม่รู้ จึงเกิดคำถามว่า เมื่อไม่รู้จักว่าคนที่จะเข้ามาเป็นนายกฯ นั้นเป็นคนดีหรือไม่ มีความสามารถที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้หรือไม่ แล้วเราจะเลือกได้อย่างไร
“เราพยายามติดตามข่าวก็มีแต่ด้านลบตลอด คือมีการกล่าวหาว่านายเศรษฐา ใช้วิธีเลี่ยงภาษี ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผิดจริยธรรม และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็ออกมาชี้แจง แต่ไม่เคยส่งมาให้ สว.ทราบเลย ขณะนี้ นายเศรษฐาถูกโจมตีเรื่องซื้อขายที่ดินมาตลอด ย้ำว่าเราไม่ทราบว่าประวัติของนายเศรษฐา เป็นอย่างไร เราจะเอาประเทศชาติมาเสี่ยง เอาประชาชน เศรษฐกิจ และทุกอย่างมาเป็นตัวประกันได้อย่างไร การเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ประเทศชาติจะเดินต่อไปได้ ต้องเลือกคนที่ซื่อสัตย์สุจริต และมีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว.ในที่นี้ หากจะได้ทราบข้อเท็จจริงจะพิจารณาได้ว่าเขาจะเลือกหรือไม่เลือก และอย่าลืมว่าหากท่านจะปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ว่าจะปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ผมได้ยินข่าวมาว่ามีการซื้อขายกล้วยให้กับ สว. เป็นคนดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นลิง ไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบาน เดี๋ยวจะโดนลงโทษ” วิวรรธน์ กล่าว
จากนั้น ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล อภิปรายชี้ถึงเหตุผลที่พรรคก้าวไกล ไม่สามารถเห็นชอบ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ได้วันนี้ ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อตามที่มีการกล่าวหา แต่เพราะเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตจำนงประชาชนที่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยุติรัฐบาล และการเมืองที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ชัยธวัช ระบุว่า พวกเราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ความพยายามสลายขั้วความขัดแย้ง แต่เป็นการต่อลมหายใจให้ระบบการเมืองที่ระบอบ คสช.วางไว้ และจะดำเนินสืบไป หลายคนพูดว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นักการเมือง-พรรคการเมือง จำเป็นต้องกลืนเลือด จ่ายต้นทุนทางการเมืองมหาศาล โดยมีวาระประชาชนและวาระประเทศเป็นตัวตั้ง ซึ่งราคากับต้นทุนที่สังคมไทยต้องจ่ายให้กับการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ ประการแรก คือความหวัง ทั้งนี้ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เคยเป็นวันแห่งความหวังของประชาชน ที่จะให้การเมืองไทยออกจากมรดกของรัฐประหารได้โดยสันติ เสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองไทยเดินหน้าสู่อนาคต
ชัยธวัช กล่าวต่อไปว่า ประการต่อมา คืออำนาจ ประชาชนเคยเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดคืออำนาจของประชาชน แต่เมื่อเขาออกไปใช้อำนาจของตัวเองในการเลือกตั้ง ปรากฏว่าการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง กลับเป็นการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษที่อนุญาตให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิพอเป็นพิธี แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจเป็นของประชาชนจริงๆ
“ประชาชนเพิ่งค้นพบว่า ตอนนี้ประชาธิปไตยบ้านเรา กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ แต่ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง และสุดท้าย คือความศรัทธา การตั้งรัฐบาลแบบพิเศษกำลังทำให้เราสูญเสียความศรัทธาในระบบรัฐสภา ทั้งที่เป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนหมดศรัทธาย่อมเป็นสัญญาณอันตรายต่อการเมืองของประเทศในอนาคต” ชัยธวัช กล่าว
ชัยธวัช กล่าวต่อไปว่า อยากฝากความหวังดีไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ว่าหัวใจของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการปะทะกันระหว่างอำนาจประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน วันนี้ เรายังหาทางออกทางการเมืองไม่ได้ เราเห็นว่าทางออกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ไม่ใช่การสลายขั้วอย่างผิวเผินด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ต้องเป็นระบบการเมืองที่วางอยู่บนฉันทามติของหลักการอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน และเมื่อไหร่ที่เรายังสยบยอม หรือต่อลมหายใจให้กับระบบที่เราเรียกว่าประชาธิปไตย แต่ตอบไม่ได้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้ เราจะไม่มีทางสลายความขัดแย้งหรือหาทางออกได้
“ผมทราบดีว่าประชาชนจำนวนมากนับล้านคนกำลังผิดหวัง โกรธ คับข้องใจ กับการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากเรียนทุกท่านว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนแล้วว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่อาจยังเปลี่ยนไม่มากพอ ดังนั้น แม้ท่านจะไม่พอใจ รู้สึกผิดหวัง แต่ขออย่าหันหลังให้การเมือง เราต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ มามีส่วนร่วมทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงให้ได้ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ทำให้อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชนจริงๆ” ชัยธวัช กล่าว




