‘ปชน.’ เตรียมเดินสายรณรงค์ ‘7ป.’ ผลักดันร่าง กม.ฝ่ายค้าน จาก ‘ก้าวไกล สู่ ปชน.’

4 พ.ย. 2567 - 16:45

  • ‘พริษฐ์’ แถลงคืบหน้าร่างกฎหมายจาก ‘ก้าวไกล’ สู่ ‘พรรค ปชน.’

  • ยกสถิติ กม.ผ่านสภาฯ หลายร่าง ชี้แม้ไม่ผ่านทุกฉบับแต่ก็ประสบความสำเร็จ พิสูจน์เป็นฝ่ายค้านก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

  • เตรียมเดินสายรณรงค์ 7 ชุดกฎหมายในช่วงปิดสมัยประชุม

The_People_party_ready_to_campaign_7_P_Push_the_opposition_draft_law_to_pass_the_House_of_Representatives_SPACEBAR_Hero_2318f2d939.jpg

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงความคืบหน้าการทำงานในสภาฯ และการผลักดันกฎหมายโดยพรรคประชาชน ว่า จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ที่มีการประชุมรวมไปทั้งหมด 3 จาก 8 สมัยประชุม จะเห็นว่าในสมัยแรกไม่มีการพิจารณากฎหมายสักฉบับ สมัยที่สองมีการพิจารณา 14 ฉบับโดยมี 3 ฉบับผ่านมาได้ เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นต้น ส่วนปีที่สองของสมัยที่หนึ่ง มีกฎหมายที่สภาเห็นชอบผ่านทั้ง 3 วาระ 11 ฉบับ เช่น ชุดกฎหมายเกี่ยวกับอุดมศึกษา กฎหมายไม่ตีเด็ก และกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. เกี่ยวกับชายแดนใต้ เป็นต้น

พริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่พรรค ปชน.ในสภาฯ ได้พยายามทำที่ผ่านมาคือ การวางบทบาทใหม่ของฝ่ายค้าน ทั้งบทบาทฝ่ายค้านเชิงรับและฝ่ายค้านเชิงรุก ในส่วนของบทบาทฝ่ายค้านเชิงรับที่ประชาชนคาดหวังให้ฝ่ายค้านทำอยู่แล้วในการตรวจสอบรัฐบาล จากพรรคก้าวไกล (กก.) สู่พรรคประชาชน (ปชน.) เรายังคงทำงานอย่างเต็มที่เหมือนในสภาฯชุดที่ 25 ไม่มีการอ่อนข้อ มีความเข้มข้นเท่าเดิม ทั้งการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 การอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี กระทู้สดทุกสัปดาห์ กลไกกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เป็นต้น

ส่วนบทบาทในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุก พรรค ปชน.พยายามวางบทบาทในการนำทางและเสนอแนะรัฐบาลในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำแต่เราเห็นว่าควรจะทำ กลไกที่สำคัญ และทำให้ข้อเสนอมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ การยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย เป็นการฉายภาพพิมพ์เขียวประเทศไทยในแบบของพรรคประชาชน ซึ่งหลายคนอาจตั้งคำถามว่าการที่พรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้านเสนอกฎหมายไปจะได้อะไร พรรคประชาชนเห็นว่าการเสนอกฎหมายของพรรคมี 3 วัตถุประสงค์ คือ

1) legislative change การแก้กฎหมายให้สำเร็จจริงๆ ร่างกฎหมายหลายร่างที่พรรคประชาชนเสนอไปนั้นสอดคล้องกับ 300 นโยบายที่นำเสนอประชาชนไปเมื่อตอนเลือกตั้ง ถ้าประสบความสำเร็จในการผลักดันก็เหมือนการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล

2) Agenda setting การกำหนดวาระของรัฐบาล การที่พรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายเข้าไปทำให้รัฐบาลต้องมาคุยและขบคิดหาทางออกในประเด็นที่มีความสำคัญ พิจารณาว่าต้องได้รับการแก้ไขอย่างไร และแม้รัฐบาลจะไม่ได้มีข้อเสนอที่ตรงกับพรรคประชาชน แต่ถ้ารัฐบาลยื่นร่างกฎหมายเข้ามาประกบและแก้ไขปัญหาได้บางส่วน ก็เป็นความสำเร็จในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

3) Winning hearts and minds การทำงานเชิงความคิดกับสังคม แม้ร่างกฎหมายที่เสนอไปไม่ผ่านความเห็นชอบในสภาชุดนี้ แต่การใช้พื้นที่สภาเพื่ออธิบายกับสังคมว่าทำไมการแก้กฎหมายดังกล่าวเป็นประโยชน์ ทำให้ประชาชนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่พรรคประชาชนพยายามนำเสนอมากขึ้น

โฆษกพรรค ปชน. กล่าวต่อว่า หากมองย้อนไปในสถิติ 3 สมัยประชุมหรือ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่าพรรค ปชน.ได้เสนอร่างกฎหมายรวม 84 ฉบับ โดยมี A) 25 ฉบับที่ถึงห้องประชุมสภาและมีการลงมติ (อย่างน้อยในวาระที่ 1) แล้ว และ B) 59 ฉบับที่สภาฯยังไม่เคยมีการลงมติทางใดทางหนึ่ง 

โดยทั้งหมดยังแบ่งออกได้เป็น A1) ร่างกฎหมายที่ผ่านการเห็นชอบทั้ง 3 วาระแล้ว 5 ร่าง เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 มกราคม 2568 มีการเสนอหลายร่างจากหลายแหล่งที่มา เนื้อหาไม่มีความแตกต่างกันมาก ทำให้ร่างที่ผ่านสภามาได้มีความใกล้เคียงกับร่างที่พรรคก้าวไกลเสนอไป, กฎหมายไม่ตีเด็ก ซึ่งเป็นการเสนอโดยพรรคฝ่ายค้านและผ่านความเห็นชอบของสภามาได้โดยไม่มีกฎหมายจากคณะรัฐมนตรีหรือพรรครัฐบาลมาประกบ

A2) ร่างกฎหมายที่สภาลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ไปแล้ว อยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ 11 ร่าง โดยมีหลายกรณีที่สภารับหลักการหลายร่างพร้อมกันในวาระที่ 1 โดยแต่ละร่างอาจมีเนื้อหาบางส่วนแตกต่างกันบ้างที่พรรคประชาชนต้องพยายามผลักดันต่อในชั้นของคณะกรรมาธิการ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่สภารับหลักการรวมกัน 7 ฉบับ, พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ที่มีการรับหลักการไปทั้งหมด 3 ฉบับ เป็นต้น

A3) ร่างกฎหมายที่สภาลงมติไม่รับหลักการเป็นผลให้ตกไป 9 ร่าง แต่มีหลายร่างที่พรรคประชาชนยังเห็นว่าประสบความสำเร็จในการกระตุ้นความสนใจของรัฐบาลหรือสังคม เช่น สุราก้าวหน้า ที่สภาลงมติไม่เห็นชอบร่างของพรรคประชาชนในวาระที่ 1 แต่อย่างน้อยทำให้มีร่างประกบจากพรรครัฐบาล 2 ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบวาระ 1 ไปได้ หรือ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกที่เสนอกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในการกำหนดเส้นทางรถเมล์-อัตราค่าโดยสาร ซึ่งแม้ไม่ผ่านสภาแต่ก็สร้างความตื่นตัวในสังคมระดับหนึ่ง ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเรื่องขนส่งสาธารณะมากขึ้น

B1) ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างเข้าคิวในระเบียบวาระการประชุม 41 ฉบับ รวมถึงร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีการดึงไปศึกษา 60 วัน และส่งกลับมาที่สภาฯ (เช่น พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม, พ.ร.บ.ล้มละลาย) และร่างที่จ่อคิวและคาดว่าจะถูกพิจารณาไม่นานหลังสภาฯ กลับมาเปิดสมัยประชุม (เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า, พ.ร.บ.นิรโทษกรรม)

B2) ร่างกฎหมายที่มีการตีความว่าเป็นร่างการเงิน ถูกส่งไปที่นายกรัฐมนตรีแล้วแต่ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะรับรองหรือไม่ 11 ฉบับ ซึ่งพรรคประชาชนหวังว่าก่อนเปิดสมัยประชุมสภากลับมานายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจได้ว่าจะรับรองร่างดังกล่าวหรือไม่

B3) ร่างกฎหมายที่มีการตีความว่าเป็นร่างการเงินที่นายกรัฐมนตรีในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ได้ตัดสินใจไม่รับรองและตกไปแล้ว 7 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ, พ.ร.บ.ถนน, พ.ร.บ.ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร ซึ่งพรรคประชาชนกำลังพิจารณาว่าเมื่อมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ควรจะลองยื่นร่างเหล่านี้สู่การพิจารณาอีกครั้งหรือไม่

โดยประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดทั้งหมด ทั้งสถานะของร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนมีการเสนอเข้าไป รวมถึงสรุปเนื้อหาสาระสำคัฐของร่างต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ promise.pplethai.orrg

โฆษกพรรค ปชน. กล่าวอีกว่า ข้อสังเกตสำคัญคือแม้หลายคนมักเชื่อว่าพรรค ปชน. เสนอกฎหมายอะไรไปก็ตกอยู่ดี แต่จากสถิติแล้วร่างกฎหมายของพรรค ปชน.ที่สภาฯ ลงมติเห็นชอบมีถึง 16 ร่าง ขณะที่มี 9 ร่างที่สภาฯ ไม่เห็นชอบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากฎหมายที่พรรค ปชน. เสนอเข้าไปไม่แน่เสมอไปว่าจะถูกปัดตก และการเสนอกฎหมายของพรรค ปชน. ยังมีความสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงแม้วันนี้พรรค ปชน.จะเป็นแค่ฝ่ายค้านก็ตาม

โฆษกพรรค ปชน. กล่าวด้วยว่า ในช่วงปิดสมัยประชุม 6 สัปดาห์นี้ พรรค ปชน.จะใช้เวลาในการรณรงค์ผลักดันกฎหมาย 7 ชุดสำคัญที่กำลังจะมีการพิจารณาในอนาคต ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น

‘2 เปิด’ คือ 1.เปิดโอกาสแข่งขันทางการค้า ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่จะปรับอำนาจ-ที่มาของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการป้องกันการผูกขาดและการกีดกันการแข่งขัน

2.เปิดโปงการทุจริต ผ่าน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเกี่ยวกับสิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลรัฐและการคุ้มครองประชาชนที่ชี้เบาะแสการทุจริต

‘2 ปลดล็อก’ คือ 1.ปลดล็อกที่ดิน ผ่านการนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดินทำกินอันสืบเนื่องจากการประกาศพื้นที่ของรัฐทับที่ที่ประชาชนอาศัยทำกิน รวมถึงการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ได้อย่างสะดวกมากขึ้น

2.ปลดล็อกการท่องเที่ยว ผ่านการแก้ไข พ.ร.บ.โรงแรมและ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ทั้งการอำนวยความสะดวกให้โรงแรมและที่พักหลากหลายประเภทสามารถขอใบอนุญาตได้สะดวกมากขึ้น และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในการออกใบอนุญาตโรงแรมและที่พัก

‘2 ปฏิรูป’ คือ 1.ปฏิรูปกองทัพ ผ่าน พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม กฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร กฎหมายแก้ไขขอบเขตอำนาจศาลทหาร และการแก้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ให้มีความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น

2.ปฏิรูปการศึกษา ผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่พยายามคุ้มครองสิทธิของผู้เรียนในการเข้าถึงสิทธิในการเรียนฟรีอย่างน้อย 15 ปี รวมถึงสวัสดิการด้านการศึกษาต่างๆ และการปรับโครงสร้างการบริหารด้านการศึกษาให้มีการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้โรงเรียนและผู้จัดการศึกษามากขึ้น

‘1 ปกป้อง’ คือ ปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ่าน พ.ร.บ. โลกรวน ที่เอาจริงมากขึ้นในการกำหนดและปรับลดกรอบเพดานก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรมในทุกๆ ปี พ.ร.บ.ขยะ ที่กำหนดมาตรฐานกลางในการจัดการขยะครบวงจร พ.ร.บ. PRTR ที่กำหนดให้ผู้ที่ครอบครอง-ปล่อย-เคลื่อนย้ายสารมลพิษ ต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต่อสาธารณะ รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม

พริษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า การผลักดันกฎหมายของพรรค ปชน.ถือเป็นกลไกสำคัญในการทำงานในสภาฯ ในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุก ที่ไม่เพียงแค่จะตรวจสอบรัฐบาล แต่จะเดินหน้าในการนำทางและเสนอแนะรัฐบาลผ่านร่างแก้ไขกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“แน่นอนว่าในเชิงคณิตศาสตร์เสียงของ สส.พรรค ปชน. อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการทำให้กฎหมายผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ไปได้ แต่ด้วยหลักเดียวกัน ร่างกฎหมายของพรรค ปชน.ที่จะผ่านความเห็นชอบของสภาฯไปได้ ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากพรรครัฐบาลทุกพรรค เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลอาจมีจุดยืนเชิงนโยบายในหลายประเด็นที่ต่างกัน หากร่างกฎหมายของพรรค ปชน. เพียงได้รับความเห็นชอบจากบางพรรคในประเด็นที่พรรคดังกล่าวเห็นตรงกับพรรค ปชน. ก็จะสามารถทำให้ร่างกฎหมายของพรรคประชาชนผ่านสภาฯไปได้”

“หากเรามีความมั่นใจว่ากฎหมายที่เรานำเสนอและจุดยืนที่สะท้อนผ่านกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นจุดยืนที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน สามารถแก้ปัญหาให้ประเทศได้ ภารกิจของเราไม่ใช่การเปลี่ยนจุดยืน แต่คือการเปลี่ยนใจคนทั้งในและนอกสภา ยิ่งเราอธิบายและทำงานเชิงความคิดให้สังคมเห็นตรงกับเราได้มากขึ้นเท่าไหร่ เสียงของประชาชนที่ดังเข้ามาในสภา ก็อาจจะทำให้เรามีโอกาสได้การสนับสนุนจากสมาชิกในสภาฯ มากขึ้นตามมา” โฆษกพรรค ปชน.กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์