รัฐสภา (31 สิงหาคม 2566) วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ว่า หลังจากที่ได้รัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สภาฯ จะทาบทามไปยังพรรคที่มี สส. ซึ่งไม่ได้ร่วมรัฐบาล ไม่มีตำแหน่งประธาน รองประธานสภาฯ ว่ามีพรรคใดประสงค์เป็นผู้นำฝ่ายค้านบ้าง ก่อนจะนำชื่อกราบบังคมทูลแต่งตั้งต่อไป
ส่วนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ถ้าปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ซึ่งมาจากพรรค ก.ก. ไม่ลาออกจากตำแหน่ง ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านก็จะต้องเป็นของพรรคลำดับถัดไป และหากพรรคนั้นไม่เรียบร้อยก็ต้องรอ
“แต่ต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน เพราะมีหน้าที่ที่เป็นภารกิจของผู้นำฝ่ายค้านหลายเรื่องอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้ได้ผู้นำฝ่ายค้าน สำหรับระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคที่อยู่ในฝ่ายค้าน และมีสัดส่วนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านได้” ประธานสภาฯ กล่าว
เมื่อถามว่าจะใช้เวลารอนานเพียงใด เพราะแต่ละพรรคยังไม่มีความพร้อม วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า รอจนกว่าพรรคนั้นๆ จะพร้อม เพราะเป็นภาระของสภาฯ ที่จะต้องให้มีผู้นำฝ่ายค้าน ไม่เช่นนั้นจะขาดสัดส่วนการพิจารณาเรื่องต่างๆ
ทั้งนี้ ประธานสภาฯ ได้กล่าวถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายรัฐบาลด้วย ว่า วันเวลาที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นเรื่องของรัฐบาล ซึ่งถ้าสภาฯ ได้รับเรื่องจากรัฐบาลแล้วจะนัดประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อตกลงวันและเวลาที่มีความพร้อมที่สุด ซึ่งคิดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ เบื้องต้นทางรัฐบาลยังไม่ประสานมาว่าจะแถลงเมื่อใด เข้าใจว่ารัฐบาลต้องนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ เสียก่อนถึงจะแจ้งมายังสภาฯ ซึ่งยืนยันว่าสภาฯ มีความพร้อมตลอดเวลา
ประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงการจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 คณะ ว่า พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 2 รับผิดชอบอยู่ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กอง กมธ. ได้เสนอไปยัง พิเชษฐ์ แล้วว่าพรรคการเมืองใดจะได้สัดส่วนเป็น กมธ. กี่คน และจำนวนของพรรคการเมืองที่จะได้ประธาน กมธ. กี่คณะ
แต่สิ่งที่ต้องพูดคุยกันคือเมื่อได้สัดส่วนแล้วต้องตกลงว่าใครจะอยู่ กมธ. ใดใน 35 คณะ โดยเฉพาะวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านที่ต้องคุยกัน ซึ่งคิดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยวันนี้ (31 สิงหาคม) หัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส.จะประชุมกันเพื่อรับทราบจำนวน สส.ที่จะไปเป็น กมธ. จากนั้นหัวหน้าพรรคจะไปแจ้งสมาชิก แล้วยื่นกลับมายังสภาฯ
ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องตกลงกันว่าพรรคใดจะได้ตำแหน่งประธานคณะใด เพราะหากปล่อยให้โหวตกันภายในคณะ กมธ.ด้วยกันเอง พรรคที่มี สส.จำนวนมากก็จะได้เป็นประธาน กมธ.ไป ดังนั้นจึงต้องตกลงกัน ซึ่งแนวปฏิบัติมีอยู่แล้วว่าฝ่ายค้านได้กี่คณะ และควรได้เป็นประธานคณะใดตามอำนาจหน้าที่ที่ควรจะเป็น ฝ่ายรัฐบาลก็เช่นกัน
ส่วนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ถ้าปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ซึ่งมาจากพรรค ก.ก. ไม่ลาออกจากตำแหน่ง ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านก็จะต้องเป็นของพรรคลำดับถัดไป และหากพรรคนั้นไม่เรียบร้อยก็ต้องรอ
“แต่ต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน เพราะมีหน้าที่ที่เป็นภารกิจของผู้นำฝ่ายค้านหลายเรื่องอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องดำเนินการให้ได้ผู้นำฝ่ายค้าน สำหรับระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพรรคที่อยู่ในฝ่ายค้าน และมีสัดส่วนที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านได้” ประธานสภาฯ กล่าว
เมื่อถามว่าจะใช้เวลารอนานเพียงใด เพราะแต่ละพรรคยังไม่มีความพร้อม วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า รอจนกว่าพรรคนั้นๆ จะพร้อม เพราะเป็นภาระของสภาฯ ที่จะต้องให้มีผู้นำฝ่ายค้าน ไม่เช่นนั้นจะขาดสัดส่วนการพิจารณาเรื่องต่างๆ
ทั้งนี้ ประธานสภาฯ ได้กล่าวถึงความพร้อมในการแถลงนโยบายรัฐบาลด้วย ว่า วันเวลาที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นเรื่องของรัฐบาล ซึ่งถ้าสภาฯ ได้รับเรื่องจากรัฐบาลแล้วจะนัดประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อตกลงวันและเวลาที่มีความพร้อมที่สุด ซึ่งคิดว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ เบื้องต้นทางรัฐบาลยังไม่ประสานมาว่าจะแถลงเมื่อใด เข้าใจว่ารัฐบาลต้องนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ เสียก่อนถึงจะแจ้งมายังสภาฯ ซึ่งยืนยันว่าสภาฯ มีความพร้อมตลอดเวลา
ประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงการจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 คณะ ว่า พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 2 รับผิดชอบอยู่ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กอง กมธ. ได้เสนอไปยัง พิเชษฐ์ แล้วว่าพรรคการเมืองใดจะได้สัดส่วนเป็น กมธ. กี่คน และจำนวนของพรรคการเมืองที่จะได้ประธาน กมธ. กี่คณะ
แต่สิ่งที่ต้องพูดคุยกันคือเมื่อได้สัดส่วนแล้วต้องตกลงว่าใครจะอยู่ กมธ. ใดใน 35 คณะ โดยเฉพาะวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านที่ต้องคุยกัน ซึ่งคิดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยวันนี้ (31 สิงหาคม) หัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส.จะประชุมกันเพื่อรับทราบจำนวน สส.ที่จะไปเป็น กมธ. จากนั้นหัวหน้าพรรคจะไปแจ้งสมาชิก แล้วยื่นกลับมายังสภาฯ
ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องตกลงกันว่าพรรคใดจะได้ตำแหน่งประธานคณะใด เพราะหากปล่อยให้โหวตกันภายในคณะ กมธ.ด้วยกันเอง พรรคที่มี สส.จำนวนมากก็จะได้เป็นประธาน กมธ.ไป ดังนั้นจึงต้องตกลงกัน ซึ่งแนวปฏิบัติมีอยู่แล้วว่าฝ่ายค้านได้กี่คณะ และควรได้เป็นประธานคณะใดตามอำนาจหน้าที่ที่ควรจะเป็น ฝ่ายรัฐบาลก็เช่นกัน



