พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และพรรคประชาชน กล่าวก่อนร่วมหารือกับ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา เพื่อชี้แจงแนวทางการทำประชามติ 2 ครั้ง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนประธานรัฐสภาจะดำเนินการวินิจฉัย
พริษฐ์ กล่าวว่า การประชุมนี้ถือเป็นนัดสำคัญ ที่จะส่งผลต่อชะตากรรมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากที่ตนและพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทางคณะกรรมการประสานงานฯได้เชิญตนเองในฐานะผู้เสนอมาให้ข้อมูล และชี้แจงเพื่อให้คณะกรรมการทำความเห็นต่อประธานรัฐสภา เพื่อวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่าตกลงแล้ว จำนวนประชามติที่ต้องทำในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรเป็น 2 หรือ 3 ครั้ง เพราะเมื่อตอนต้นปีประธานรัฐสภา เคยวินิจฉัยไปแล้วว่าควรเป็น 3 ครั้ง แต่ในรอบนี้เรามีชุดข้อมูลและเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ที่ส่วนตัวเชื่อว่า พอจะมีน้ำหนักในการโน้มน้าวให้ประธานรัฐสภาเชื่อว่า การทำประชามติ 2 ครั้งเพียงพอมีมากขึ้น
“ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน และความเห็นอย่างเป็นทางการของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่เคยส่งให้กับศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับศาลรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎรได้เข้าพบ ทั้งนี้ผู้ที่จะมาประชุมร่วมกันวันนี้ ก็จะได้ยืนยันว่าการทำประชามติ 2 ครั้งเพียงพอ และคงต้องรอดูว่าหลังจากวันนี้แล้วจะทำความเห็นแบบไหนไปให้ประธานรัฐสภา คาดว่าจะได้รับคำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการจากประธานรัฐสภาภายในสิ้นปีนี้ ว่าเห็นตรงกับพวกเราหรือไม่ว่าการทำประชามติ 2 ครั้งเพียงพอ”
ส่วนกรณีที่ประธานรัฐสภากังวลว่า การทำประชามติ 2 ครั้งอาจจะเสี่ยงทำให้เสียของ ทำประชามติไม่ครบ พริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าการทำประชามติ 2 ครั้งถือว่าครบ และไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเราเดินตามแผนนี้ ก็เป็นสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาอยู่แล้ว ที่อาจจะยื่นให้มีการวินิจฉัยได้ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาเสียหายไป
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากลองคำนวณดู ถ้าเดินตามแผนเดิมที่จะทำประชามติ 3 ครั้ง ในห้วงรอเวลา 180 วัน ที่สภาฯ จะยืนยันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ตามความเห็นเดิม ก็ยังขยับอะไรไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นถ้าเราจะพยายามขยับมาใช้เส้นทางนี้ในการทำประชามติ 2 ครั้ง หากบรรจุเข้าระเบียบวาระได้ผ่านวาระ 1, 2 และ 3 ไปได้ แม้สมาชิกบางคนจะใช้สิทธิ์ในการร้องตีความทุกอย่างก็สามารถทำได้ภายในกรอบระยะเวลา 180 วัน ไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาไปมากกว่าเดิม และยังยืนยันว่าเส้นทางการทำประชามติ 2 ครั้ง สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
“กรอบเวลาว่าหากประธานรัฐสภาเห็นว่าการทำประชามติ 2 ครั้งไปได้ ก็จะบรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มี ส.ส.ร.มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้งธงว่าน่าจะเสร็จ 3 วาระ ภายใน 180วัน ซึ่งจะประจวบเหมาะกันในครึ่งหลังของปี 2568 ก็จะสามารถจัดทำประชามติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกได้ ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นการทำประชามติในครั้งแรกจาก 2 ครั้ง ไม่ใช่จาก 3 ครั้ง และผมตั้งเป้าว่าในการพิจารณาร่างทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าจะมีการร้องว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็น่าจะจบภายใน 180วัน เท่ากับเวลาที่จะต้องรอ ร่าง พ.ร.บ. ประชามติอยู่แล้ว” พริษฐ์ กล่าว
วันเดียวกันนี้ (23 ธันวาคม 2567) ในเวลาต่อมา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา เพื่อชี้แจงแนวทางการทำประชามติ 2 ครั้ง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ข่าวดี คณะกรรมการของประธานรัฐสภา มีมติให้ประธานบรรจุร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. / เปิดทางการทำประชามติ 2 ครั้ง
“หลังจากที่ผมได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภาเมื่อเช้าวันนี้เกี่ยวกับขั้นตอนและจำนวนประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเพิ่งได้รับแจ้งจากทางสภาฯ ว่าทางคณะกรรมการฯมีมติเสียงข้างมากให้ประธานรัฐสภา ‘บรรจุ’ ร่างแก้ไข รธน. เรื่อง สสร. ที่ผมและพรรคประชาชนเสนอ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา”
พริษฐ์ ระบุว่า มตินี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยกระบวนการที่มีการทำประชามติเพียง 2 ครั้ง ซึ่งจะประหยัดทั้งงบประมาณ เวลา และทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันก่อนการเลือกตั้งมีความเป็นไปได้ (หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีการตีความว่าจะต้องทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง) ขั้นตอนถัดไปจะเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา (สส. และ สว.) ในการพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. และแนวทางดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาในวาระที่ 1 คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 14-15 ม.ค. 2568 นี้
พริษฐ์ ระบุด้วยว่า ทั้งนี้ ผมขอขอบคุณคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา และตัวแทนภาคประชาชน (ณัชปกร นามเมือง) ที่มาร่วมชี้แจงกับผมในที่ประชุมเช้าวันนี้ อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ณรงค์เดช สรุโฆษิต และท่านอื่นๆ ที่เคยแสดงความเห็นในที่สาธารณะว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว





