‘ทนายบิ๊กโจ๊ก’ บุก ป.ป.ช. ทบทวนอำนาจสอบ ‘คดีสินบนทองคำ’

12 ม.ค. 2569 - 17:02

  • ทนายความบิ๊กโจ๊ก’ ยื่นหนังสือถึง’ป.ป.ช.’ 6 ข้อ ให้ทบทวนอำนาจสอบคดีสินบนทอง

  • ชี้ขั้นตอนการสืบสอบสวนผิดมาตั้งแต่ชั้นตำรวจ

  • เหตุมีกรรมการ ป.ป.ช.ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย

‘ทนายบิ๊กโจ๊ก’ บุก ป.ป.ช. ทบทวนอำนาจสอบ ‘คดีสินบนทองคำ’

‘สัญญาภัชระ สามารถ’ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ ‘สุชาติ ตระกูลเกษมสุข’ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีสินบนทองคำที่มีกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกกล่าวหา 

สัญญาภัชระ ระบุว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความเป็นธรรม และให้การดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนและช่องทางที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยในหนังสือได้เสนอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการพิจารณา 6 ประเด็น ดังนี้ 

  • 1. พิจารณาวินิจฉัยเขตอำนาจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในคดีนี้เป็นเบื้องต้น ก่อนการดำเนินกระบวนการใดๆในเนื้อหาคดีโดยเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง 
  • 2.มีมติหรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร วินิจฉัยโดยชัดแจ้ง ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.มี หรือไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีที่มีลักษณะเป็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้กระทำความผิด และมีบุคคลอื่นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติ ธรรมและความชัดเจนของกระบวนการยุติธรรม 
  • 3.หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 
  • “ขอให้มีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหาและสำนวนคดีนี้ไว้พิจารณา และดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ” 
  • 4. ในระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยเขตอำนาจตามข้อ (1) และ (2) “ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ในสาระของคดี ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวน การตั้งคณะอนุกรรมการ การเรียกบุคคลให้ถ้อยคำ หรือการมีมติใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ/หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง” 
  • 5. ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าเรื่องดังกล่าว ไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ขอให้มีคำสั่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง “พร้อมระบุเหตุผลแห่งคำสั่งโดยชัดแจ้ง ว่าเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามกลไกและเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรม นูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง” 
  • 6. ขอให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งตามข้อ (1) ถึง (5) แก่ผู้กล่าวหา พนักงานสอบสวน และข้าพเจ้าในฐานะทนายความหรือ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม 

พร้อมยืนยันว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้ไม่ใช่การประวิงคดี แต่เป็นการขอให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบอำนาจตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยคดีดังในอดีตที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐจากการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

นอกจากนี้ สัญญาภัชระ ยังชี้ให้เห็นว่า การดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ชั้นของพนักงานสอบสวน ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถแยกการดำเนินคดีออกเป็นส่วน ๆ ได้ หากมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดร่วมกันในลักษณะตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน คดีทั้งหมดต้องเข้าสู่กลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ หาก ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจ ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่าไม่สามารถมอบหมายหรือส่งกลับให้ดำเนินการต่อได้ เพราะจะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย และหากยังมีการดำเนินการต่อไป อาจต้องมีการใช้สิทธิทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง 

สัญญาภัชระ กล่าวในตอนท้ายว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะยืนหยัดต่อสู้ในทุกขั้นตอนตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ไม่หลบหนี และจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลหรือองค์กรใด ๆ ที่กระทำให้ได้รับความเสียหายอย่างเคร่งครัด 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์