พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ตลดจนผู้บริหารพรรค ร่วมกันประชุมกับตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.กทม. และผู้สมัคร ส.ส.รุ่นใหม่ เพื่อสรุปผลการทำงานจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ พีระพันธุ์ ได้ขอบคุณผู้สมัคร ส.ส.ทุกคน ที่ได้ต่อสู้ร่วมกันในการเลือกตั้ง แม้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะไม่ได้ผู้แทนฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่จากคะแนนเสียงที่ได้รับในหลายพื้นที่นั้นอยู่ในลำดับ 2 หรือ ลำดับ 3 ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของพรรคใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มต้นการทำงานเชิงการเมือง
“ผมขอให้กำลังใจกับผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทั้งผู้ที่เคยเป็น ส.ส.มาก่อน และผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีความตั้งใจ และมีอุดมการณ์เดียวกับพรรค หลังจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ และยินดีต้อนรับทุกคน ที่ยังมุ่งมั่นจะเดินบนเส้นทางสายการเมืองต่อ” พีระพันธุ์ กล่าว
พร้อมระบุ ในฐานะที่ทำงานด้านการเมือง โดยเฉพาะสนามกรุงเทพฯ มา 30 ปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางทางการเมืองมาหลายรูปแบบ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งมีทั้งขึ้นและลง ถือเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบต่างๆ จึงอยากให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้าสู่สนามการเมือง มองเรื่องของความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะแปลกกว่าทุกครั้งก็ตาม อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนใช้ประสบการณ์ครั้งนี้ นำมาพัฒนา ปรับปรุงวิธีคิด และวิธีหาเสียง เพื่อให้ทันตามยุคสมัยและวิธีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการบริหารจัดการการสื่อสารในประเด็นต่างๆ และแรงกระแทกต่างๆ ทางการเมือง เพื่อให้การทำงานทางการเมืองเป็นไปอย่างเหมาะสม และขอให้นึกถึงอุดมการณ์ที่เข้ามาทำงานเพื่อสังคม ประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้งไว้เสมอ
“ถ้าตั้งใจที่จะมีอาชีพนักการเมืองเพื่อดูแลประชาชน ผมขอให้มุ่งมั่น และขออย่าเอาความผิดพลาดในครั้งแรกมายึดติด และทำให้หมดกำลังใจ แต่ขอให้เอากลับมาเป็นประสบการณ์ บทเรียน เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป และในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติเอง เราก็จะยังคงทำงานกันต่อไป และจะขอเชิญทุกท่านมาร่วมประชุมเพื่อระดมสมองทำงานกันต่อ เพราะถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงานที่จะต้องเดินหน้าทำงานด้วยกัน ไม่ว่าใครจะได้ตำแหน่ง หรือไม่ตำแหน่ง แต่ถ้ามีจิตใจในการทำงานก็สามารถทำงานด้วยกันได้ ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจ แนวทางของพรรคคือจะไม่ทิ้งคนที่ตั้งใจทำงาน ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม เพราะทุกคนต่างร่วมสู้ศึกอย่างเต็มที่มาด้วยกัน” พีระพันธุ์ กล่าว
ด้าน เอกนัฏ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ยังคงมีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคฯ มาร่วมประชุมกันอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีผู้สมัครฯ ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมีผู้สมัครฯ รุ่นใหม่ จากจังหวัดอื่นๆ มาร่วมพูดคุย จึงถือว่าทุกคนยังคงมีใจเป็นนักสู้ และในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมทำงานกันอย่างหนักมาตลอดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงแม้ว่าในสนาม กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่มี ส.ส. แต่หลายพื้นที่ก็พบว่ามีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 หรือ อันดับ 3 สามารถเอาชนะผู้สมัครฯ จากพรรคที่เคยคาดว่าจะได้รับการเลือกตั้งไปได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานของทุกคน ที่ลงพื้นที่ตามแนวทางที่พรรคได้ตั้งไว้
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะนำประสบการณ์ต่างๆ มาถอดบทเรียน เพื่อเติมเต็มในการทำงานต่อไปข้างหน้าให้สมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิศทางของการทำงานในรูปแบบใหม่ ก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยจะมีทั้งคนรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกัน และยืนยันว่าไม่ใช่การรีแบรนดิ้ง เพราะแบรนด์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ดีอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือการผสมผสานแนวคิดของทุกรุ่น โดยใช้เวลาที่มีต่อจากนี้ในการทำงาน เพราะที่ผ่านมา มีเวลาน้อยในการเข้าสู่สนาม
แต่หลังจากนี้ จะได้เดินหน้าพัฒนาพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมกันต่อไป โดยจะทำงานควบคู่กัน ทั้งเรื่องของนโยบายและเน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ที่เรียกว่าการสื่อสารยุคใหม่ ที่จะใช้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ของพรรคจำนวนมาก ที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความสามารถตามที่ถนัดอย่างเต็มที่ เชื่อว่า หากนำมาผสมผสานกับการทำงานของคนทุกรุ่นในพรรค จะยิ่งทำพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้มแข็งในทุกด้านอย่างแน่นอน
“ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน และหลังจากนี้ พรรคก็จะเดินหน้าต่อเพื่อพัฒนาพรรคให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ และเราก็เห็นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เราได้เลือกสรรมา และเชื่อว่าทุกท่านจะสามารถมาร่วมกันในการเดินหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นสถาบันทางการเมืองอย่างที่เราตั้งใจไว้ได้อย่างแน่นอน” เอกนัฏ กล่าว
“ผมขอให้กำลังใจกับผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทั้งผู้ที่เคยเป็น ส.ส.มาก่อน และผู้สมัครหน้าใหม่ที่มีความตั้งใจ และมีอุดมการณ์เดียวกับพรรค หลังจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ และยินดีต้อนรับทุกคน ที่ยังมุ่งมั่นจะเดินบนเส้นทางสายการเมืองต่อ” พีระพันธุ์ กล่าว
พร้อมระบุ ในฐานะที่ทำงานด้านการเมือง โดยเฉพาะสนามกรุงเทพฯ มา 30 ปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางทางการเมืองมาหลายรูปแบบ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งมีทั้งขึ้นและลง ถือเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบต่างๆ จึงอยากให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้าสู่สนามการเมือง มองเรื่องของความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะแปลกกว่าทุกครั้งก็ตาม อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนใช้ประสบการณ์ครั้งนี้ นำมาพัฒนา ปรับปรุงวิธีคิด และวิธีหาเสียง เพื่อให้ทันตามยุคสมัยและวิธีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการบริหารจัดการการสื่อสารในประเด็นต่างๆ และแรงกระแทกต่างๆ ทางการเมือง เพื่อให้การทำงานทางการเมืองเป็นไปอย่างเหมาะสม และขอให้นึกถึงอุดมการณ์ที่เข้ามาทำงานเพื่อสังคม ประเทศชาติ และประชาชนเป็นที่ตั้งไว้เสมอ
“ถ้าตั้งใจที่จะมีอาชีพนักการเมืองเพื่อดูแลประชาชน ผมขอให้มุ่งมั่น และขออย่าเอาความผิดพลาดในครั้งแรกมายึดติด และทำให้หมดกำลังใจ แต่ขอให้เอากลับมาเป็นประสบการณ์ บทเรียน เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป และในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติเอง เราก็จะยังคงทำงานกันต่อไป และจะขอเชิญทุกท่านมาร่วมประชุมเพื่อระดมสมองทำงานกันต่อ เพราะถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงานที่จะต้องเดินหน้าทำงานด้วยกัน ไม่ว่าใครจะได้ตำแหน่ง หรือไม่ตำแหน่ง แต่ถ้ามีจิตใจในการทำงานก็สามารถทำงานด้วยกันได้ ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจ แนวทางของพรรคคือจะไม่ทิ้งคนที่ตั้งใจทำงาน ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม เพราะทุกคนต่างร่วมสู้ศึกอย่างเต็มที่มาด้วยกัน” พีระพันธุ์ กล่าว
ด้าน เอกนัฏ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ยังคงมีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคฯ มาร่วมประชุมกันอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีผู้สมัครฯ ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมีผู้สมัครฯ รุ่นใหม่ จากจังหวัดอื่นๆ มาร่วมพูดคุย จึงถือว่าทุกคนยังคงมีใจเป็นนักสู้ และในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ขอขอบคุณทุกคนที่ร่วมทำงานกันอย่างหนักมาตลอดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงแม้ว่าในสนาม กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่มี ส.ส. แต่หลายพื้นที่ก็พบว่ามีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 หรือ อันดับ 3 สามารถเอาชนะผู้สมัครฯ จากพรรคที่เคยคาดว่าจะได้รับการเลือกตั้งไปได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานของทุกคน ที่ลงพื้นที่ตามแนวทางที่พรรคได้ตั้งไว้
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะนำประสบการณ์ต่างๆ มาถอดบทเรียน เพื่อเติมเต็มในการทำงานต่อไปข้างหน้าให้สมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิศทางของการทำงานในรูปแบบใหม่ ก้าวทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยจะมีทั้งคนรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกัน และยืนยันว่าไม่ใช่การรีแบรนดิ้ง เพราะแบรนด์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ดีอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือการผสมผสานแนวคิดของทุกรุ่น โดยใช้เวลาที่มีต่อจากนี้ในการทำงาน เพราะที่ผ่านมา มีเวลาน้อยในการเข้าสู่สนาม
แต่หลังจากนี้ จะได้เดินหน้าพัฒนาพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมกันต่อไป โดยจะทำงานควบคู่กัน ทั้งเรื่องของนโยบายและเน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ที่เรียกว่าการสื่อสารยุคใหม่ ที่จะใช้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ของพรรคจำนวนมาก ที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความสามารถตามที่ถนัดอย่างเต็มที่ เชื่อว่า หากนำมาผสมผสานกับการทำงานของคนทุกรุ่นในพรรค จะยิ่งทำพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้มแข็งในทุกด้านอย่างแน่นอน
“ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน และหลังจากนี้ พรรคก็จะเดินหน้าต่อเพื่อพัฒนาพรรคให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ และเราก็เห็นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เราได้เลือกสรรมา และเชื่อว่าทุกท่านจะสามารถมาร่วมกันในการเดินหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นสถาบันทางการเมืองอย่างที่เราตั้งใจไว้ได้อย่างแน่นอน” เอกนัฏ กล่าว







