พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งมี 3 คน ประกอบไปด้วย ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนราพัฒน์ แก้วทอง’ พร้อมเปิดสโลแกนพรรค ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’
โดยภายหลังการแถลงข่าวเปิดตัวเสร็จสิ้น ‘พีระพันธุ์’ ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า การเป็นพรรคขนาดเล็กไม่ใช่อุปสรรค เพราะพรรคไม่ได้วัดกันที่จำนวน สส. สมาชิก หรือเงินทุน แต่ประเมินจากพลังใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจ หากวัดจากปัจจัยดังกล่าว รทสช. ถือเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ พรรคไม่ได้มองพรรคการเมืองอื่นเป็นคู่แข่ง แต่คู่แข่งที่แท้จริงคือวิกฤตของชาติและปัญหาของประชาชนที่ต้องร่วมกันเอาชนะ



เมื่อถามถึงเป้าหมายจำนวน สส. พีระพันธุ์ กล่าวว่า ทุกพรรคย่อมคาดหวังชัยชนะทุกพื้นที่ ทุกเขต ขณะที่การส่งผู้สมัครนั้น พรรคจะส่งครบทุกจังหวัด ทุกภาค และในกรุงเทพมหานครครบทั้ง 33 เขต โดยขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ซึ่งมีจำนวนมากและมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสมัครอย่างคึกคัก
สำหรับจุดยืนการร่วมรัฐบาล ย้ำว่าพรรคไม่สนับสนุนทุนเทา และหากเข้าร่วมรัฐบาลแล้วพบว่ามีทุนเทา พรรคจะไม่อยู่ร่วมอย่างเด็ดขาด ส่วนท่าทีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่หากเป็นการแก้ไขเพื่อให้ประเทศมั่นคงขึ้น สถาบันหลักของชาติเข้มแข็ง และประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น พรรคพร้อมสนับสนุน



เมื่อถูกถามถึงฐานเสียงที่อาจทับซ้อนกับพรรคภูมิใจไทย พีระพันธุ์ กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายของพรรคคือคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้ทำการเมืองเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมย้ำว่าการทำงานยึดหลัก ‘ทำแล้วจึงพูด’ มากกว่าการโฆษณา
ด้าน ‘อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี’ กล่าวสนับสนุนว่า ตัดสินใจเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อมั่นในผลงานของนายพีระพันธุ์ โดยเฉพาะการแก้โครงสร้างพลังงานและลดค่าไฟ ซึ่งต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุน พร้อมยืนยันว่าจากนี้พรรคจะเร่งสื่อสารผลงานให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น
ขณะที่ พีระพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาสื่อสารกับประชาชนน้อย เนื่องจากทุ่มเททำงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยเห็นว่าประโยชน์ของชาติและประชาชนสำคัญกว่าการโปรโมตตนเอง แม้จะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนบ้างก็ตาม
สำหรับกรณีอดีต สส.ของพรรคย้ายไปพรรคอื่น พีระพันธุ์ ระบุว่า ไม่กังวล พร้อมขอบคุณผู้ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ และย้ำว่าแนวทางการทำงานสำคัญกว่าตัวเลขหรือจำนวนบุคคล ย้ำว่า หลังการเลือกตั้ง การทำงานแก้วิกฤตของชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ โดยไม่ยึดติดความขัดแย้งส่วนตัว เพราะศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่พรรคการเมืองใด แต่คือวิกฤตของประเทศ





