‘ทนายตั้ม’ บุกสภาฯ ยื่นปลด ‘สามารถ’ พ้นกมธ.

18 ต.ค. 2567 - 12:40

  • ‘ทนายตั้ม’ บุกสภาฯ ยื่นประธานสภาฯ ปลด ‘สามารถ’ พ้นทุกตำแหน่งใน กมธ. เชื่อ สาวถึง ‘บิ๊กบอส’ ยาก แต่เขาสนิทผู้มากบารมี ด้าน ‘เลขาประธานฯ’ กำชับ หากพบใครใน กมธ.มีความผิด ประธานมีความผิดด้วย

  • เชื่อ คลิปเสียงใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ หากมีพยานยืนยัน บอกผู้เสียหายคดีดิไอคอน ต้องรอหน่วยงานเฉลี่ยทรัพย์สินคืนให้ หลังบอสถูกจับ-อายัดทรัพย์

  • ชี้ ‘ว.วชิรเมธี’ สุ่มเสี่ยงผิด หลัง เทศน์อวย ‘ดิไอคอน’ บอก ได้ปัจจัย ถือว่ามีผลประโยชน์ เผย ‘ทนายเดชา’ เตรียมเดินหน้าแจ้งความ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า ‘แม่ข่าย-เมียบอส’ โดนคดีด้วยแน่ หลังพบตั้งคอร์สเชิญชวนลงทุนในสายตัวเอง

theicon_tum_18oct2024_SPACEBAR_Hero_c4c6a3b868.jpg

ษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความชื่อดังและเลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ยื่นหนังสือถึง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา​ เพื่อขอให้ตรวจสอบและปลด สามารถ เจนชัยจิตรวนิช สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ​ ออกจากคณะกรรมาธิการทุกคณะ​ ซึ่งเบื้องต้น​ตรวจสอบแล้ว​มีอยู่เกือบ 10 คณะ ที่ สามารถ​ เป็น​กรรมาธิการ​ อาทิ​  ที่ปรึกษากรรมาธิการการแรงงาน​ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการศึกษาการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ปี​ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง​ พ.ร.บ.ภาษี​สรรพสามิต​ และเป็นโฆษกอนุกรรมาธิการศึกษาหนี้นอกระบบ​ 

ษิทรา กล่าวว่า​ เท่าที่ทราบตอนนี้​ สามารถ​ ยังอยู่ไทย​ แต่ไม่ออกมาตอบคำถามพี่น้องสื่อมวลชน​ และก็ไม่รู้ว่ากลับมาได้อย่างไร​ เพราะเคยออกจากพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว​ 

เมื่อถามว่า คนที่อยู่เบื้องหลัง​ มีใครที่อยู่ระดับสูงกว่านี้หรือไม่ ษิทรา กล่าวก็รู้กันอยู่​ว่า​ เขาสนิทสนมกับใคร เป็นผู้มีบารมีค่อนข้างสูง 

ส่วนที่พรรคพลังประชารัฐปลด สามารถ ออกจากรองโฆษกพรรค​ฯ ษิทรา​ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ควรทำตั้งนานแล้ว​ ไม่ใช่เข้าไปร้อง​และเห็นผู้สื่อข่าวเยอะ​ ก็เพิ่งดำเนินการ​ พรรคควรทำตั้งแต่ก่อนที่จะมีคนไปร้องด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีการขู่ว่าจะฟ้องกลับ​ หากมีการเอ่ยชื่อแต่ทนายตั้มเป็นคนแรกที่กล้าเอ่ยชื่อนั้น ถือเป็นการเปิดหน้าชนเลยหรือไม่​ ษิทรา​ กล่าวว่า​ “มีขู่มาตลอด​ ถ้าใครเอ่ยชื่อ​ จะฟ้อง วันนี้จะขอเอ่ยชื่อ จะฟ้องผม​กี่ครั้งก็ฟ้องมา ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อส่วนรวม บางคนไม่อยากออกสื่อ เพราะกลัว เดี๋ยวผมจะขอพยานที่เขาสมัครใจ อย่างพี่สิระ​ เจนจะคะ​ น่าจะเป็นเพื่อนรักกั​น​ เขาถึงจำเสียงได้แม่นเลย” 

ษิทรา​ กล่าวว่า​ อยู่ใกล้ผู้หลักผู้ใหญ่ ก็น่าจะมี Power และคงจะมีผู้ใหญ่ให้ท้าย เพราะถ้าไม่มีผู้ใหญ่ให้ท้าย คงไม่ปีกกล้าขาแข็ง ถึงขนาดเรียกเงินจากบอสพอลให้ดูแลเป็นรายเดือน​ หากใครถูกเรียกค่าดูแล ขอให้แจ้งได้เลย พร้อมจะจัดการให้​ 

สำหรับการขับสามารถออกจากรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ​นั้น ษิทรา​ กล่าวว่า​ ไม่แน่ใจว่าเป็นการขับเพื่อลดแรงกระแทกจากคนที่สนใจข่าวนี้หรือไม่​ แต่คิดว่า​ ถ้าพอเรื่องเงียบ​ หัวหน้าพรรคจะทำอย่างไร​ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด​ ฉะนั้น พรรคขับเขาออกแล้ว​ ก็ต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วย​ว่า​ มีการรีดเงินจริงหรือไม่​ 

ส่วนจะสาวไปถึงบิ๊กบอสทางการเมืองตัวจริงหรือไม่​ ษิทรา ถึงกลับร้องโหย​ พร้อมระบุว่า ถ้าจะเอาจริงก็คงเป็นเรื่องยาก ถ้าเขามีพฤติกรรมอย่างว่าจริง และถ้าต้องเอาเงินไปให้คนที่อยู่สูงกว่า เขาก็คงไม่รับสารภาพ  เพราะจะไปถึงบิ๊กบอสได้ตัวไหน เขาต้องรับสารภาพ 

ษิ​ทรา​ ยังบอกอีกว่า​ วันจันทร์นี้​ จะไปยื่น​ถึงสามารถ​อีก​ แต่ขออุบไว้ก่อน​ว่า ​เป็นที่ไหน

FFF_2044_48267d4e31.jpg

ด้าน มุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร​ เป็นผู้มารับหนังสือแทน​ กล่าวว่า​ ตอนนี้​ประธานรัฐสภา​ ได้สั่งให้ประธานกรรมาธิการทุกคณะ​ตรวจสอบบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการทุกตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ใช้ตำแหน่งดังกล่าวไปหลอกลวงพี่น้องประชาชน ซึ่งหากยังพบว่ามีประเด็นดังกล่าว คนที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบคือ​ ประธานกรรมาธิการ และหลังจากนี้ก็จะดำเนินการตรวจสอบเรื่องของการใช้ตำแหน่งหน้าที่​โดยมิชอบอย่างเข้มข้นต่อไป

FFF_2023_36fb030c10.jpg

ษิทรา ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า​ คลิปเสียงบุคคล​ไม่จำเป็นจะต้องใช้โปรแกรมอะไรมายืนยัน​ แค่ใช้เรื่องของประสบการณ์และคำยืนยัน​จากบุคคลที่สนิทใกล้ชิดก็พออ้าง​ได้ ไม่ใช่อ้างว่าเป็น​ AI พฤติกรรมแบบนี้ มีตั้งแต่หัวหน้าพรรค ​จนมาถึงสมาชิกพรรค มองว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง​ 

เมื่อถามว่า​ คลิปเสียง​ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ ษิทรา กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าเสียงจะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้​ แต่ต้องมีบุคคลยืนยัน ซึ่งกรณีนี้ บอสพอลก็ยอมรับว่า​ มีการพูดคุยจริง​ แต่ไม่บอกว่าบุคคลที่คุยเป็นใคร และยอมรับว่ามีการเรียกรับเงินจริง​ ซึ่งเมื่อเช้าตัวเองได้ติดตามข่าวทางทนายของบอสพอล​ ก็ให้ข้อมูลว่ามีคนร้องเรียนว่ามีคนไปขอเงินบอสพอลเยอะมาก ทั้งนักร้องเรียน และทนาย ซึ่งตัวเองก็อยากให้สื่อมวลชนไปสืบหาต่อว่า​ เป็นใคร เพราะไม่อยากให้คนพวกเชื้อโรค เชื้อร้าย​ อยู่ในสังคม บอสพอล​ ยอมรับว่า พูดคุยกับใครในคลิปเสียงก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

ษิทรา ยังกล่าวว่า ​อยากให้ผู้เสียหาย​ ได้รับเงินคืนเร็วที่สุด ก่อนหน้านี้​ ได้มีการประสานกับบอสพอล​ ยอมรับ​ว่า จะให้คืนผู้เสียหายในกลุ่มเปราะบางก่อน แต่มาถูกจับเสียก่อน ทำให้ทรัพย์สินทั้งหมดถูกอายัดเข้าระบบ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ อัยการ และ ปปง. ที่ต้องไปตรวจสอบผู้เสียหาย​ เพื่อที่จะเฉลี่ยทรัพย์สินคืนให้​ แต่ต้องยอมรับว่า​ อาจจะไม่ได้คืนเท่าจำนวนที่เสียไป   

ส่วนที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ​ไปทำหนังสือถึงสภาทนายความ​ ให้ทำเรื่องฟ้องคดีแพ่งแบบกลุ่มนั้น ษิทรา กล่าววว่า เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายในวงกว้าง สภาทนายความมีบุคลากรที่มีความสามารถ หากมาร่วมกันฟ้องคดีแพ่งแบบกลุ่ม ผู้เสียหายอาจจะไม่ต้องเข้ามาเป็นผู้เสียหายทุกคน แต่ก็สามารถได้รับการเฉลี่ยทรัพย์จากคดีนั้นได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และอยากจะเป็นอีกหนึ่งเสียงเรียกร้องไปยังสภาทนายความให้ทำตามที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแนะนำ​

S_365560043_779ca8e32d.jpg

ษิทรา ยังกล่าวกรณีที่ ท่าน ว.วชิรเมธี เทศนาให้กับ บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ว่า ได้คุยกับ เดชา กิตติวิทนานันท์ หรือทนายเดชา ทราบว่า จะไปแจ้งความดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม คงต้องนัดหมายกันว่าจะไปเมื่อไหร่ ซึ่งเรื่องนี้ เดชา คือเจ้าภาพหลัก ตัวเองก็คงจะไปเสริมกับทีมทนายความ ซึ่งตอนนี้ได้เปิดให้ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากท่านว. ให้ไปให้ข้อมูลกับเดชา เพื่อที่จะไปให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีต่อไป หากมีการดำเนินคดีจนไปถึงการออกหมายจับ ทันทีที่ท่าน ว. กลับมาถึงประเทศก็สามารถรวบที่สนามบินได้ 

ษิทรา กล่าวว่า หากผู้เสียหายแจ้งว่าเข้าข่ายชักจูงหรือเชิญชวน เท่าที่ได้ดูคลิปก็ถือว่า หมิ่นเหม่ เพราะมีการชวน และท่านเองก็ได้ปัจจัยรอบละประมาณ ​1 ล้านบาท ก็ถือว่าได้ผลประโยชน์ ทั้งนี้ มีการเทศน์ว่า ดิไอคอนเป็นบริษัทที่ดี ก็ถือว่าสุ่มเสี่ยง ส่วนกรณีที่ท่านว.โพสต์ตอบโต้ กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรชื่อดังนั้น เมื่อวาน (17 ต.ค.) กรรชัยไม่ได้ว่าอะไร แต่คนที่เปิดมาคือ เดชา เพราะจะดำเนินคดี กรรชัยก็ต้องถามตามหน้าที่พิธีกรอยู่แล้ว คงไม่มีเจตนาให้ร้าย เพราะเขาเองก็เคยบวชด้วยกันมาก่อน 

เมื่อถามว่า มหาเถรสมาคมและสำนักพระพุทธศาสตรแห่งชาติ ​ควรจะเข้ามาหรือไม่ ษิทรา กล่าวว่า ควรเข้ามาตรวจสอบ เพราะเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับศาสนาควรเข้ามาจัดการในเรื่องนี้ ที่มีพระเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ การเมืองต่างๆ ซึ่งพระหลายรูปเป็นพระที่ดี และมีพระอีกหลายรูปที่อยากมาทำการเมืองหรืออยากทำธุรกิจ

“ผมแนะนำให้ทำอย่างแพรี่ ไพรวัลย์ เขาเลย ที่ศึกออกมา ก็มีงานทำเยอะแยะ เป็นตัวอย่างที่ดีกับพระทั้งหลาย”

ษิทรา กล่าว

สำหรับกระแสข่าวว่า ธ. อาจจะไม่ใช่ ธเนตร วงษา นักธุรกิจพันล้าน แต่อาจจะเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีนั้น ษิทรา กล่าวว่า ไม่มีข้อมูล แต่ข้อมูลคนอื่นอาจจะมี ธ.อื่น ก็เป็นไปได้ 

ษิทรา ยังกล่าวถึงการดำเนินแถวสองต่อจาก 18 บอสจะเป็นใครบ้างว่า คงเป็นพวกแม่ข่ายที่ยังไม่ยอมไปแจ้งความร้องทุกข์บอสต่างๆ ซึ่งทำให้ปรากฎชัดว่า เป็นขบวนการเดียวกัน ถึงบอกให้รีบไปแสดงความบริสุทธิ์ใจ หนักจะได้เป็นเบา แม้จะไม่พ้นโทษ แต่ตำรวจจะได้เห็น และหากเรื่องนี้หนักจริงๆ ก็อาจจะไปถึงพรีเซนเตอร์ก็เป็นได้ แต่แม่ข่ายน่าจะโดนก่อน

เมื่อถามว่า ภรรยาของบอสคนหนึ่งที่เป็นข่าวจะโดนจับด้วยหรือไม่ ษิทรา กล่าวว่า ภรรยาของบอสบางคนน่าจะโดนด้วย เพราะมีการเชิญชวนคนอื่น ตั้งคอร์สของตัวเองขึ้นมาเลย เพื่อจะระดมคนเข้าไปสมัครในสายเขา ดังนั้น ค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยงเลย อาจจะเป็นไปได้ว่าจะอยู่ในแถวที่สอง 

ษิทรา กล่าวต่อว่า ตำรวจสอบสวนกลางที่ทำคดีนี้เก็บความลับเก่ง เพราะดูจากการจับกุม 18 บอส ทั้งที่ตอนเเรกเราแจ้งไปแค่ 6 คน ดังนั้น ค่อนข้างรักษาความได้ดี และคิดว่า จะทำให้มันสุดจริงๆ งั้นให้รอดู เพราะก็เดาใจตำรวจไม่ออกว่า เขาจะดำเนินคดีอีกกี่คนที่เป็นแม่ข่าย แต่คิดว่า น่าจะมีจำนวนมาก

สำหรับตัวเทวดาในหน่วยงานต่างๆ นั้น ษิทรา กล่าวว่า ถ้าจะเป็นเทวดาถ้าจะบ๊องไปแล้ว แต่ตอนนี้ เชื่อว่าจะพอมีฤทธิ์เดชอยู่บ้าง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์