ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ที่บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 1 ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช และนักการเมืองชื่อดัง เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนถึงทิศทางทางการเมือง หลังได้รับพักโทษจากกรมราชทัณฑ์ โดยต้องติดกำไล EM ที่ข้อเท้าเป็นเวลา 8 เดือน
เทพไท กล่าวว่า ทิศทางการเมืองของตน จะสนับสนุนการทำการเมืองแบบสุจริต ทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ซึ่งจะเปิดกว้างไม่สังกัดพรรคไหน เพราะตนได้ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แล้ว และขายกาแฟยี่ห้อเทพไท กำลังออกสู่ตลาดอยู่ในขณะนี้
นอกจากนี้ยังได้เขียนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเรื่องราวภายในคุก 480 วัน หรือ 16 เดือน ตามที่อดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ให้คำแนะนำ และในช่วงที่อยู่ในเรือนจำได้นั่งแต่เพลงที่เกี่ยวกับชีวิตเรือนจำ 15 เพลง ซึ่งจะได้ผลิตออกสู่ตลาด อยู่ระหว่างการประสานกับค่ายเพลงต่อไป
“ผมอาจจะไปวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองทางทีวีช่องใดช่องหนึ่ง เพราะมีประสบการณ์เคยทำรายการทีวีสายล่อฟ้ามาก่อน นี่คืออนาคตของผมที่จะทำหลังจากออกจากคุก” เทพไท กล่าว
เทพไท กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางการเมืองของตนเอง และนายมาโนช ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป 10 ปี ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินงานทางการเมืองอย่างเป็นทางการได้ แต่คงจะเป็นที่ปรึกษาให้คำปรึกษาช่วยเหลือทีมงาน และบุคคลในครอบครัว ซึ่งมีทั้งหมด 8 คนพี่น้อง เราถูกตัดสิทธิไป 2 คน เหลือ 6 คน ยังทำเรื่องการเมืองเพื่อสานต่อภารกิจ สืบทอดเจตนารมณ์ของครอบครัว โดยอาจลงเล่นการเมือง 4 คน
1.คนแรก ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ อดีตนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ซึ่งนายเชาวน์วัศ รอการตัดสินใจเรื่องการเลือกหัวหน้าพรรค ปชป. ถ้าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายเชาวน์วัศ ก็อยากจะกลับประชาธิปัตย์
2.นายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นผู้ช่วย สส.ของนายธนกร วังบุญคงชนะ อีกด้วย
3.น้องสาวคนเล็ก น้องมุก จริยา เสนพงศ์ ซึ่งขณะนี้ทำงานการเมืองภาคประชาชน เป็นเอ็นจีโอกลุ่มกรีนพีช ซึ่งพรรคก้าวไกล (ก.ก.) สนใจที่จะเชิญน้องมุกไปเป็นสมาชิกพรรค ลงสมัครในนามพรรค แต่ติดเงื่อนไขเป็นผู้นำเอ็นจีโออยู่ ก็ไม่สะดวกที่จะไปพรรคก้าวไกล ซึ่งน้องมุกเป็นนักศึกษารุ่นเดียวกับนายปิยบุตร และ 4.นายครรชิต เสนพงศ์ พร้อมที่จะเข้าไปอยู่ในพรรคก้าวไกล ซึ่งตอนนี้ก็เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลแล้ว
“ครอบครัวผมที่จะทำการเมืองก็มีอยู่ 4 คนนี้เท่านั้น แต่จะดำเนินการอย่างไรก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล ส่วนผมยังคงสนับสนุนการเมืองแบบสุจริต ไม่สร้างอิทธิพลไม่ซื้อเสียง ไม่ฮั้วประมูล ไม่รับเหมา ไม่หากินกับงบประมาณแผ่นดิน พรรคไหนใครก็ได้ ผมพร้อมที่จะสนับสนุน ถ้าทำการเมืองโดยไม่ซื้อเสียง ไม่ใช้เงิน เพราะผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา”
เทพไท กล่าวต่อว่า “ต้องยอมรับความจริงว่ามีการซื้อเสียงกันมากที่สุดและมีการซื้อเสียงใช้เงินกันทุกพรรค ยกเว้นพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคก้าวไกลอาจจะมีบ้าง แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคลที่พ่อแม่เขามีฐานะ อาจจะช่วยเหลือลูกในการจัดตั้งหัวคะแนน ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เขาไม่ได้ซื้อเลย แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ”
เทพไท กล่าวอีกว่า เรื่องการซื้อเสียง ซึ่งเราจะไปคาดหวังจาก กกต. ไม่ได้เลย ตนผิดหวังกับ กกต.มาก เพราะ กกต.ประกาศผลเลือกตั้งปี 66 ทั้งๆ ที่มีการซื้อเสียงกันทั้งประเทศ แต่ปล่อยผีหมดทั้งประเทศ แล้วให้คนชั่วเข้าไปอยู่ในสภา อย่างน้อย 1 ปี ซึ่งเราไม่อยากให้คนชั่วซื้อเสียงเข้าไปนั่งในสภาแม้แต่วินาทีเดียว แต่วันนี้คุณปล่อยให้เขาไปโหวตเป็นกรรมาธิการ และเป็นตำแหน่งต่างๆ ในสภาหมดทุกเขต
อันนี้ตนรับไม่ได้กับ กกต.เพราะหน้าที่ของ กกต.ต้องกลั่นกรองว่าใครทำผิดกฎหมาย ก็ต้องตัดสิทธิไป ให้ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ก็ว่าไปตามกติกา แต่คุณมากลัวกระแสสังคม แล้วปล่อยผีหมด เป็นการสร้างความเสียหาย
“ไม่ควรจะมี กกต.ดีกว่า ควรจะยกเลิกดีกว่า ให้ไปสู่การเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย เหมือนเดิม น่าจะคุ้มกว่างบประมาณที่ให้กับ กกต. เพราะฉะนั้นทิศทางการเมืองของผมก็ยังยืนยันสนับสนุนการเมืองสุจริตต่อไป และทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ เปิดกว้างเพราะผมไม่ได้สังกัดพรรคแล้ว ผมออกจากพรรค ปชป.โดยปริยายหลังจากถูกศาลตัดสิทธิ 10 ปี” เทพไท กล่าว




