กรณี สส. พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. … โดยให้อำนาจคณะรัฐมนตรี เป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล เพื่อสกัดการรัฐประหาร โดยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ เว็บไซต์รัฐสภา www.parliament.go.th แต่ผลปรากฎว่า มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ คือ เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุหัวข้อว่า ไม่มีกฎหมายใด สกัดการรัฐประหารได้ โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า
ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมานานพอสมควร เห็นว่าการเขียนการร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เพื่อต้องการสกัดไม่ให้เกิดการประหารนั้น เป็นเพียงการสนองตัณหาความอยาก เพื่อหวังคะแนนจากพวกกลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่มีแนวคิดการเมืองแบบสุดขั้วเท่านั้น ทั้งที่รู้อยู่ว่าในทางปฏิบัติไม่สามารถป้องกันรัฐประหารได้
การรัฐประหารในประเทศไทยที่ผ่านมาจำนวน 13 ครั้ง ก็ไม่มีอะไรสามารถสกัดกั้น หรือต่อต้านการรัฐประหารได้เลย เมื่อรัฐประหารทำสำเร็จ ก็ตั้งตนเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ฉีกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกกฎหมายได้ทุกฉบับ จึงเห็นว่าการออก พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมครั้งนี้ เป็นการหวังผลทางการเมืองมากกว่าผลทางการปฎิบัติ
การที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปจุ้นจ้านในกองทัพ ก็จะเกิดแรงต่อต้านจากนายทหารภายในกองทัพ และเป็นการแทรกแซงความมั่นคงของประเทศ ซึ่งฝ่ายทหารจะต่อต้านไม่ยอมรับ จะเห็นบทเรียนหลายครั้ง ที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการโยกย้ายแต่งตั้งทหารในอดีต จนเป็นเหตุให้เกิดการรัฐประหาร เหมือนสมัย รสช.ยึดอำนาจ ปี 2534
การป้องกันการรัฐประหารที่ดีที่สุด คือนักการเมืองไม่สร้างเงื่อนไข ให้ทหารใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิวัติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล ซึ่งการรัฐประหารทุกครั้ง จะยกเหตุผลการทุจริตคอรัปชั่น มาทำการรัฐประหารทุกครั้ง ในสมัยการรัฐประหารรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ยกเรื่องบุฟเฟ่ต์คาบิเนท มาเป็นข้ออ้าง และในยุครัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร คณะรัฐประหาร คมช.ก็ยกเหตุผลการทุจริตเชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อน มาเป็นหนึ่งในเหตุผลของการรัฐประหารเช่นเดียวกัน
ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้และนักการเมืองในสภาชุดนี้ จะป้องกันการรัฐประหารได้ดีที่สุด คือการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะเบื้องหลังของการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ และส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการซื้อเสียงทั้งนั้น พรรคการเมืองใช้เงินหลักพันล้านบาทถึงหมื่นล้านบาทในการซื้อเสียง
เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คิดจะถอนทุนคืน และสะสมทุนเพื่อนำไปซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อเข้าสู่อำนาจเป็นรัฐบาลใหม่ วนเวียนเป็นวัฎจักรอย่างนี้ จึงทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ในวงการเมือง มีผลให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารตามมา
เพราะฉะนั้น วงจรอุบาทว์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝ่ายทหารและกองทัพเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากพรรคการเมือง นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่นด้วย ไม่ต่างอะไรกับไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่




