ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ ‘วิป 3 ฝ่าย’ ณ รัฐสภา
โดยมี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม, มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.), วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล, ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการวิปรัฐบาล
พร้อมด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน, พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน
เพื่อหารือเรื่องกรอบระยะเวลาในการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151
ก่อนเริ่มการประชุม มนพร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จากที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือสอบถามไปที่ ครม. เรื่องการกำหนดเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ทาง ครม.มีหนังสือแจ้งกลับมา ว่า ครม.มีความพร้อมในการที่มาตอบข้อชี้แจง ช่วงวันที่ 24-25 มี.ค. และลงมติในวันที่ 26 มี.ค. เนื่องจากในวันที่ 27 มี.ค.นั้น นายกรัฐมนตรีได้กำหนดวาระการประชุม ครม.
ด้าน ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเห็นความสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบได้ โดยที่ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถใช้สิทธิปฏิเสธ จึงควรให้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ตามเนื้อหาที่ได้เตรียมมา ส่วนจะเป็นกี่วันนั้น คงจะขยับเขยื้อนและพูดคุยกันได้ แต่อย่างน้อยอยากจะขอให้ฝ่ายรัฐบาลไม่บิดเวลาฝ่ายค้านมากจนกระทบกับเนื้อหาที่เราได้เตรียมไว้
ขณะที่ วิสุทธิ์ กล่าวว่า จากที่ฝ่ายค้านเสนอเรื่องกรอบระยะเวลาที่จะใช้ในการอภิปรายไปเมื่อครั้งก่อนที่ผ่านมา จึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา สุดท้ายได้ข้อสรุปว่า เราให้ฝ่ายค้านเยอะที่สุดแล้วคือ 23 ชั่วโมง หากจะอภิปรายคนละครึ่งชั่วโมงจะได้ 40 กว่าคน แต่หากอภิปรายคนละ 1 ชั่วโมงจะได้ 23 คน แต่ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลจะได้ 7 ชั่วโมง ซึ่งอาจมีการพาดพิงรัฐมนตรีคนใดก็อาจจะต้องใช้เวลาในการชี้แจง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
ดังนั้น ยืนยันว่าการอภิปรายต้อง 2 วัน อาจจะเริ่มเช้าหน่อยก็แล้วแต่ประธานจะนัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ช่วงเวลา 08.00 น. ทุกคนพร้อมที่จะมาเป็นองค์ประชุม ทั้ง 2 วัน
ย้ำว่า ยืนยันในหลักการเดิม พวกผมถอยให้สุดแล้ว มากกว่านี้คงไม่ได้ และขอให้ประธานพิจารณาว่าหากจะเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. ก็จะได้เวลาทั้งหมด 32 ชั่วโมง ไม่ใช่ 30 ชม. ซึ่งถือว่าเยอะเกิน
— วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
อย่างไรก็ตาม ปกรณ์วุฒิ ชี้แจงว่า การที่รัฐบาลจะไปกำหนดว่าให้เวลาเท่านั้น เท่านี้ ดูจะไม่เป็นธรรมกับเราเท่าไหร่ เนื่องจากฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่ต้องเตรียมเนื้อหา ซึ่งหากนายกรัฐมนตรี หรือ ครม. อยากได้เวลาเท่าไหร่ เราก็เคารพ
ส่วนผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้การอภิปรายเดินหน้าอย่างราบรื่น ซึ่งควรจะต้องมีข้อสรุปให้ได้ว่าจะอภิปรายในกรอบเวลากี่ชั่วโมง รวมถึงกติกาในการหักเวลาระหว่างกัน เช่น การประท้วง, ควรจะต้องไปหักเวลาในแต่ละฝ่าย เพื่อไม่ให้กินเวลาฝ่ายอื่น เพราะฉะนั้น ตอนนี้สิ่งที่คาดหวังคืออยากให้หาข้อสรุปตรงกันให้ได้
เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลมีมติให้เวลาฝ่ายค้าน 23 ชั่วโมง และฝ่ายรัฐบาล 7 ชั่วโมง, ณัฐพงษ์ เชื่อว่ายังสามารถปรับยืดหยุ่นกันได้ แต่ส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การตั้งกรอบจำนวนวัน ที่ควรจะต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพในการประชุมมากที่สุด เช่น ไม่ควรจะต้องเลิกดึกเกินไป เพราะนายกรัฐมนตรีคงไม่สามารถชี้แจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องเลิกใกล้เที่ยงคืน
ท่านนายกฯ ก็คงรวบรวมประเด็นได้ไม่หมด อีกประการหนึ่งคือ ประชาชนที่กำลังรับฟังอยู่ทางบ้าน อาจจะรับฟังได้ไม่ทั่วถึง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าหลักที่สำคัญถ้ารัฐบาลเปิดกว้าง ควรจะต้องยึดหลักว่าต้องให้อภิปรายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างมากที่สุด
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมื่อถามว่า หากต่อรองเวลาฝ่ายค้านเป็น 25 ชั่วโมง จะรับได้หรือไม่? ณัฐพงษ์ ระบุยังไม่อยากให้ข่าวก่อนถึงเวลา ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นการเสียมารยาทด้วย ยืนยันในหลักว่าเราสามารถปรับยืดหยุ่นกันได้เสมอ แต่หลักที่ควรจะมีร่วมกัน คือ การทำให้การอภิปรายครั้งนี้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ฝั่งรัฐบาลเองก็พูดเสมอว่าอยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ สำหรับผม, การอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ คือ ประชาชนสามารถติดตาม รับทราบข้อมูลข่าวสารได้อย่างถ้วนหน้า

ส่วนเมื่อถามถึงสาเหตุของการเปลี่ยนชื่อในญัตติจาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น “บุคคลในครอบครัว” ? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำว่า “บุคคลในครอบครัว” สามารถอภิปรายได้กว้างขึ้น ซึ่งธีมในการอภิปรายครั้งนี้คือคำว่า “ดีลแลกประเทศ” หมายความว่า เรามองเห็นว่าพรรคเพื่อไทยเอาผลประโยชน์ของประเทศมาแลกกับผลประโยชน์ของบุคคลในครอบครัว เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนชื่อจาก “ทักษิณ” เป็น “บุคคลในครอบครัว” สำหรับพวกเราเองมองว่า เป็นการเปิดกว้างในการอภิปรายได้มากขึ้นด้วยซ้ำ
ในเรื่องของการใช้คำในการอภิปราย ในวันจริง ผมเชื่อว่าจะมีคำอีกหลากหลาย นอกเหนือจากคำว่า “บุคคลในครอบครัว” การใช้คำว่า “บุคคลในครอบครัว” เป็นภาษาทางการ ที่ใส่เป็นภาษาเขียนไว้ในญัตติ แต่ผมคิดว่าเป็นคำที่ค่อนข้างมีความเหมาะสมดีแล้ว
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ส่วนกรณีมีการวิเคราะห์กันว่า การใช้ “บุคคลในครอบครัว” สามารถลากเอาญาติคนอื่นมาได้ด้วย เช่น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะได้เห็นในการอภิปรายหรือไม่? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ก็อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่เรามองว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ รวมถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้เอาผลประโยชน์ของประชาชนของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่เอาผลประโยชน์ของบุคคลในครอบครัวชินวัตรเป็นตัวตั้ง
เมื่อถามว่าข้อมูลที่อธิบายลึกแค่ไหน? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีหลายส่วนที่ได้มา เราไม่เคยเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนมาก่อน ยืนยันว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด
การอภิปรายในครั้งนี้ ถ้าจะเล็งเห็นผลถึงการลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีเลย ต้องเรียนตามข้อเท็จจริงว่าเป็นไปได้ยาก แต่ข้อมูลที่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ผมเชื่อว่าจะใช้เป็นหลักฐานในการยื่นฟ้องร้องต่อไป ถ้านายกรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจน ข้อมูลหลักฐานในครั้งนี้มีแนวโน้มสูงที่จะนำไปสู่การยื่นถอดถอนได้ในอนาคต
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านอีกคนที่ถูกจับตาคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมีการแบ่งเวลาอย่างไรบ้าง? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการแบ่งกันอยู่แล้ว พรรคพลังประชารัฐที่ผ่านมา ก็แสดงจุดยืนว่าจะขออภิปรายด้วย อย่างไรก็ต้องมีการจัดสรรเวลาอยู่แล้ว ส่วนภายในจะให้ใครมาเป็นผู้อภิปรายของพรรคพลังประชารัฐ เป็นเรื่องของแต่ละพรรค
ยืนยันว่า จำนวนเสียงในการลงมติ จะสะท้อนส่วนสำคัญว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมากน้อยขนาดไหน
เพราะฉะนั้น ทุกคะแนนเสียงที่จะโหวตเห็นชอบให้กับนายกรัฐมนตรี จะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถประเมินได้ว่า ตกลงแล้ว นายกรัฐมนตรีสามารถควบคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้จริงหรือไม่ จะมอบหมายให้รัฐมนตรีชี้แจงแทนได้หรือไม่
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมื่อถามว่าจะฉายภาพให้เห็นถึง “รอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาล” หรือไม่? ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายต่างๆ ที่ไม่สามารถเดินหน้าได้ พอพรรคร่วมรัฐบาลไม่เอา พรรคเพื่อไทยก็ต้องถอยตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
การอภิปรายในครั้งนี้ จะยิ่งเป็นการชี้ให้สังคมเห็นว่า ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้คือเรื่องนี้จริงๆ




