เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ว่าที่ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจาก ส.ส.ทุกพรรค รวมไปถึง ส.ว.ด้วย เพราะต้องดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาด้วย และที่ไม่ควรมองข้าม คือการได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วย
“ประธานสภาฯ จึงควรมีวัยวุฒิและคุณวุฒิ ทั้งประสบการณ์ 4-5 สมัยและมีบารมี เพราะต้องขับเคลื่อนงานในสภาฯ เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความประนีประนอม แม่นในข้อบังคับต่างๆ” เกรียงศักดิ์ ระบุ
เกรียงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การอ้างว่าต้องการผลักดันนโยบายและข้อกฎหมายของพรรคที่ตนสังกัดผ่านตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะตำแหน่งประธานสภาฯ ต้องเป็นกลาง และทุกพรรคล้วนสามารถผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับนโยบายพรรคของตนได้ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ล้วนมีขั้นตอนและการดำเนินการอย่างชัดเจน สภาชิกต้องใช้สภาฯ ขับเคลื่อนนโยบายของทุกพรรค แม้นว่าบางนโยบายจะริเริ่มจากพรรคฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาฯ ถ้าหากเป็นเรื่องที่ดี เราก็ต้องช่วยกันในการผลักดันออกเป็นกฎหมาย
ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีพรรคไหนชนะเด็ดขาดเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เหมือนที่พรรคไทยรักไทย เคยทำได้ สุดท้ายแล้วก็มาจบที่การโหวตในสภาฯ ซึ่งเป็นความชอบธรรมเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะเลือกใครก็ได้ หากมีคนเสนอและมีผู้รับรองครบตามจำนวนที่กำหนด ในกลุ่ม ส.ส.ภาคอีสานหลายคน ที่ได้ฟังสมาชิกจากพรรคบางพรรค ที่บอกว่า ต้องการตำแหน่งนี้เพื่อผลักดันกฎหมายของพรรค ก็มีความรู้สึกไม่สบายใจ บางท่านถึงกับเปรียบเทียบว่า จะให้พระบวชใหม่มานั่งหัวแถวโดยไม่ต้องนั่งตามพระลำดับเลยหรือ
“ผมคิดว่าพวกเราควรเดินทีละก้าว กินทีละคำ ไม่สะเปะสะปะ ทำทีละเรื่องเป็นขั้นเป็นตอน เช่น ตอนนี้เรื่องแรกคือเลือกประธานสภาฯ ต่อจากนั้น ก็เลือกนายกรัฐมนตรี แล้วจึงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี การไปชี้ชัดว่าพรรคไหนควรได้ตำแหน่งประธานสภาฯ หรือชี้ว่าพรรคไหนได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคไหนได้โควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงไหนบ้างนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ส.ส.ก็ไม่ต้องไปลงมติเลือกตำหน่งประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีในสภาฯ แล้วสิ” เกรียงศักดิ์ ระบุ
“ประธานสภาฯ จึงควรมีวัยวุฒิและคุณวุฒิ ทั้งประสบการณ์ 4-5 สมัยและมีบารมี เพราะต้องขับเคลื่อนงานในสภาฯ เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความประนีประนอม แม่นในข้อบังคับต่างๆ” เกรียงศักดิ์ ระบุ
เกรียงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การอ้างว่าต้องการผลักดันนโยบายและข้อกฎหมายของพรรคที่ตนสังกัดผ่านตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะตำแหน่งประธานสภาฯ ต้องเป็นกลาง และทุกพรรคล้วนสามารถผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับนโยบายพรรคของตนได้ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ล้วนมีขั้นตอนและการดำเนินการอย่างชัดเจน สภาชิกต้องใช้สภาฯ ขับเคลื่อนนโยบายของทุกพรรค แม้นว่าบางนโยบายจะริเริ่มจากพรรคฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาฯ ถ้าหากเป็นเรื่องที่ดี เราก็ต้องช่วยกันในการผลักดันออกเป็นกฎหมาย
ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีพรรคไหนชนะเด็ดขาดเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เหมือนที่พรรคไทยรักไทย เคยทำได้ สุดท้ายแล้วก็มาจบที่การโหวตในสภาฯ ซึ่งเป็นความชอบธรรมเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะเลือกใครก็ได้ หากมีคนเสนอและมีผู้รับรองครบตามจำนวนที่กำหนด ในกลุ่ม ส.ส.ภาคอีสานหลายคน ที่ได้ฟังสมาชิกจากพรรคบางพรรค ที่บอกว่า ต้องการตำแหน่งนี้เพื่อผลักดันกฎหมายของพรรค ก็มีความรู้สึกไม่สบายใจ บางท่านถึงกับเปรียบเทียบว่า จะให้พระบวชใหม่มานั่งหัวแถวโดยไม่ต้องนั่งตามพระลำดับเลยหรือ
“ผมคิดว่าพวกเราควรเดินทีละก้าว กินทีละคำ ไม่สะเปะสะปะ ทำทีละเรื่องเป็นขั้นเป็นตอน เช่น ตอนนี้เรื่องแรกคือเลือกประธานสภาฯ ต่อจากนั้น ก็เลือกนายกรัฐมนตรี แล้วจึงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี การไปชี้ชัดว่าพรรคไหนควรได้ตำแหน่งประธานสภาฯ หรือชี้ว่าพรรคไหนได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคไหนได้โควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงไหนบ้างนั้นไม่ถูกต้อง ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ส.ส.ก็ไม่ต้องไปลงมติเลือกตำหน่งประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีในสภาฯ แล้วสิ” เกรียงศักดิ์ ระบุ




