มหากาพย์ “ทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568” กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์วงการข้าราชการไทย ที่สร้างความเสียหายรวมกว่า 4,500 ล้านบาท หลังจากการตรวจสอบพบรายชื่อข้าราชการบรรจุใหม่ถึง 5,000 ราย จากทั้งหมด 15,520 ราย ที่มีคะแนนประกาศผล ไม่ตรงกับกระดาษคำตอบจริง (เช่น สอบได้จริง 45 คะแนน แต่ประกาศผลเพิ่มขึ้นเป็น 77 คะแนน) ซึ่งสะท้อนถึงการร่วมมือกันแก้ไขคะแนนในระบบฐานข้อมูลอย่างเป็นขบวนการ
แกะรอยรังใหญ่ “กสถ. – สถ.” และตัวละครสำคัญ
หลังเครือข่ายต้านทุจริตและเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป.(CIB) ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. บุกทลายรังและเส้นทางการเงิน ยอดเงินสะพัดมหาศาล พุ่งเป้าไปที่ “คนใน” ระดับบิ๊กที่มีอำนาจควบคุมระบบ
กระทรวงมหาดไทยสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ข้าราชการระดับสูงใน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย (5 บิ๊กข้าราชการ สถ.) และมีคำสั่งให้ช่วยราชการ โดยพ้นจากตำแหน่งเดิมทันที เพื่อเปิดทางให้การสอบสวนโปร่งใส
ดำเนินการตรวจสอบมีการเปิดโปงข้าราชการระดับ ผอ. กองยุทธศาสตร์ฯ (จ.ส.ต. พิชิต หรือ ดร.เอ) ที่ใช้รถหรูขับ และกรณีหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาลรายหนึ่ง ที่ถูกยึดเงินสดซุกซ่อนหลังตู้เสื้อผ้ากว่า 70 ล้านบาท พร้อมทองคำแท่ง ซึ่งสวนทางกับเงินเดือนข้าราชการอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันยังพบข้อมูลการทุจริตเชื่อมโยงไปถึงข้าราชการระดับสูงบางรายใน กสถ.ด้วย
ความเชื่อมโยงในคดีนี้ลามไปถึงคนสนิทของนักการเมืองระดับสูง จนมีเลขานุการรัฐมนตรีบางกระทรวงต้องประกาศลาออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
มาตรการขั้นเด็ดขาด กลุ่มทุจริต 5,000 คน ตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต
กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภาพรวมของรัฐบาลได้วางมาตรการรับมือไว้ดังนี้
โดยรายชื่อทั้งหมดของกลุ่มทุจริต 5,000 คนถูกส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบรายบุคคล หากชี้มูลความผิดสำเร็จ จะถูก เพิกถอนการบรรจุ (ไล่ออก) ทันที และรัฐบาลเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมาย เรียกคืนเงินเดือนและสวัสดิการย้อนหลัง ทั้งหมด
ทั้งนี้ ตามระเบียบ กสถ. และมาตรการใหม่ของบอร์ด ก.พ. ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบครั้งนี้ จะหมดสิทธิ์สมัครเข้ารับราชการทุกสังกัดไปตลอดชีวิต
ทาง กสถ. ยืนยันว่า จะไม่มีการจัดสอบใหม่ให้เสียเวลา แต่จะใช้วิธี เลื่อนลำดับบัญชีสำรองของคนที่สอบด้วยความสุจริตขึ้นมาเสียบแทนตำแหน่งของกลุ่มที่ทุจริต
นายกฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ขีดเส้นภายใน 30 วัน ต้องชัดเจน
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และต้องให้ผลการตรวจสอบสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน
พร้อมลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ และจัดทำรายงานเสนอผลต่อรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
คณะกรรมการตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น จ่อส่งรายงานชุดแรก 15 ก.ค. ชุดสอง 27 ก.ค.
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งที่ 1 (8 ก.ค.2569) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีเวลา 30 วัน โดยรายงานชุดแรกจะออกก่อนวันที่ 15 ก.ค. และจะนำเสนอนายกฯ วันที่ 15 ก.ค. ส่วนรายงานชุดที่ 2 จะเสร็จสิ้นประมาณวันที่ 27 ก.ค.
“สำหรับกระบวนการ เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงจะให้เป็นหัวหน้าทีม โดยมีองค์ประกอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี”
‘ปกรณ์’ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ชุดนี้จะเหมือนกับกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน ซึ่งโดยสรุปจะเป็นทำนองนั้น เราจะดูว่า กระบวนการทั้งหมดมีช่องโหว่ตรงไหน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมไปถึงการเสนอกฎหมายอะไรต่างๆ ว่าควรจะมีหรือไม่ อย่างไร
“ส่วนกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจสอบคะแนนกับกระดาษคำตอบ พบไม่ตรงกันกว่า 5,000 ราย คนเหล่านี้จะต้องออกจากราชการเลยหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ทำหนังสือขอข้อมูลในนามของคณะกรรมการฯ เข้ามา เพื่อประกอบการพิจารณา”
“เพราะเราไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อดูว่า เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ คุณควรจะต้องทำอย่างไร”




