ถล่ม ‘ฮั้ว สว.’ จี้ กกต.ส่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหา–ขุดกระบวนการวินิจฉัย

2 ก.ย. 2569 - 14:20

  • ‘พริษฐ์’ จี้ กกต.ส่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหา “คดีฮั้ว สว.” เปิดทางศาลพิสูจน์ผิด-ถูกเป็นรายกรณี

  • ‘สมชัย’ ตั้งคำถามบทบาท “อนุฯ ชุด 36” หลังผลวินิจฉัยสวนทางหลักฐาน ‘ทวี’ ชี้ปม “0 คะแนน” เข้าข่ายฮั้ว

  • จับตา กกต. พิจารณาคดี 14 ก.ย. ท่ามกลางข้อกังขาความเป็นกลางและหลักฐานที่ยังถูกตั้งคำถาม

ถล่ม ‘ฮั้ว สว.’ จี้ กกต.ส่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหา–ขุดกระบวนการวินิจฉัย

คดี “ฮั้ว สว.” กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อ 229 ผู้ถูกกล่าวหากลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่ กกต. ต้องตอบ ขณะเดียวกันข้อสังเกตจากทั้งฝ่ายการเมืองและอดีต กกต. กำลังเปิดคำถามอีกหลายชั้น ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาสำนวน บทบาทของคณะอนุกรรมการ ไปจนถึงหลักฐานบางชุดที่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านต่อคดีทุจริตการเลือก สว. ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาคดีในวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยย้ำจุดยืนว่า กกต. ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนต่อศาล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานและชี้ขาดว่าใครกระทำผิดหรือไม่

พริษฐ์ย้ำว่า การเรียกร้องให้ กกต. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านสรุปไปแล้วว่าบุคคลทั้งหมดกระทำความผิด แต่เห็นว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้ถูกกล่าวหาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือก สว. จึงควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายอย่างละเอียด

“กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล” เปิดทางศาลพิสูจน์รายบุคคล

พริษฐ์ระบุว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้อง ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานของ กกต. ในอดีต หลายกรณีมีหลักฐานที่อาจไม่ชัดเจนเท่ากับคดีนี้ แต่ กกต. ก็เคยมีมติสั่งฟ้องมาแล้ว

ดังนั้น หลักฐานที่ฝ่ายตนนำเสนอต่อสังคม รวมถึงหลักฐานที่เชื่อว่ายังอยู่ในมือของหน่วยงานรัฐ จึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำเข้าสู่กระบวนการศาล เพื่อให้มีการพิสูจน์เป็นรายกรณีว่าใครกระทำความผิดและใครไม่มีความผิด

“เวลาเราเรียกร้องให้สั่งฟ้อง 229 คน เราไม่ได้เป็นการไปด่วนสรุปว่า 229 คนทำความผิด แต่เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า 229 คนนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับการโกง สว. ดังนั้น เราเห็นว่า กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลพิพากษาเป็นรายกรณี กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลเองในชั้นนี้และไม่ควรพิพากษาเอง จนสิ้นข้อสงสัยว่าใครผิดหรือไม่ผิด” พริษฐ์กล่าว

ชุด 26 เห็นมูล 229 คน ย้ำหลักฐานไม่จำเป็นต้องหนักเท่ากัน

พริษฐ์กล่าวว่า พยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนอาจมีน้ำหนักแตกต่างกัน แต่หากพิจารณากระบวนการของ กกต. ในชั้นคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ซึ่งมีการรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย และมีมติว่ามีมูลความผิดของผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 229 คน และเห็นควรให้สั่งฟ้อง ก็ถือเป็นหนึ่งในแหล่งอ้างอิงสำคัญ

แม้หลักฐานของแต่ละบุคคลจะมีความหนักเบาแตกต่างกัน แต่คณะไต่สวนชุดดังกล่าวเห็นว่ามีมูลความผิดที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 229 คน จึงควรเปิดทางให้ศาลเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียดต่อไป

ส่วนข้อกังวลว่าการสั่งฟ้องทั้ง 229 คนอาจเป็นการ “เหมา” และทำให้บางรายมีหลักฐานไม่เพียงพอ พริษฐ์ระบุว่า เป็นประเด็นที่ต้องสอบถาม กกต. เพราะกระบวนการพิจารณาของ กกต. ผ่านมาแล้ว 3 ชั้น ก่อนเข้าสู่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และเข้าใจว่าทั้ง 3 ขั้นตอนก่อนหน้านี้มีการพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ใช่การพิจารณาแบบเหมารวม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการอย่างเป็นระบบ หลักฐานบางประเภทจึงสามารถเชื่อมโยงบุคคลหลายคนเข้าด้วยกันได้ เช่น “โพยใบสั่ง” หรือการควบคุมจัดตั้งผู้สมัครทั้ง 20 กลุ่ม

ตั้งคำถาม “อนุฯ ชุด 36” หลังผลสวนทาง “อนุฯ ชุด 26”

พริษฐ์กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับมาจากหลายช่องทาง และผ่านการกลั่นกรอง รวมถึงพยายามตรวจสอบที่มาของข้อมูล ก่อนนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อสงสัยต่อสังคม โดยเชื่อว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่มีอยู่ น่าจะอยู่ในมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

หนึ่งในหลักฐานที่นำมาประกอบข้อเรียกร้องคือความเห็นของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 รวมถึงความเห็นของเลขาธิการ กกต. ที่มีมติให้สั่งฟ้อง สว. กว่า 100 คนที่มีชื่ออยู่ในโพย ตลอดจน พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย และนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากทั้งสองฝ่ายมาแล้ว

พริษฐ์ยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 เนื่องจากเห็นว่าผลลัพธ์ที่ออกมาดูสวนทางกับพยานหลักฐานที่ปรากฏก่อนหน้านี้

“ทำไมจึงต้องตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 เพราะเห็นว่าผลลัพธ์ที่ออกมา ดูจะสวนทางกับพยานหลักฐานที่เห็น หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าคณะอนุฯ ชุดที่ 26 สั่งฟ้อง 229 คน หลักฐานชัดเกือบทุกคนไหม แต่สิ่งที่เราเห็นจากคณะอนุฯ ชุดที่ 36 คือไม่สั่งฟ้องใครเลย กำลังจะบอกว่าพยานหลักฐานทั้งหมดที่เราเห็นในหลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว” พริษฐ์กล่าว

‘สมชัย’ เปิดเอกสารภายใน กกต. ตั้งข้อสังเกตบทบาท “อนุวินิจฉัย”

ขณะเดียวกัน สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ซีรีส์ตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของ “อนุกรรมการวินิจฉัยฯ คดีฮั้ว สว.” โดยตอนที่ 1 สมชัยระบุว่าได้รับเอกสารจากบุคคลภายใน กกต. มากกว่า 200 หน้า ซึ่งมีลายน้ำว่า “เอกสารใช้ภายในเท่านั้น” แต่ไม่มีตราประทับ “ลับ” หรือ “ลับมาก”

สมชัยระบุว่า จากการอ่านรายงานการประชุมหลายครั้ง พบประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับองค์ประกอบและบทบาทของอนุกรรมการ โดยระบุว่า เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของ กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ เป็นประธานที่ประชุม ไม่ใช่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ตามที่เคยปรากฏในสื่อ

ขณะที่ อนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งประธาน กกต. อิทธิพร บุญประคอง เป็นผู้เสนอชื่อ มีบทบาทในการนำการประชุมและทำหน้าที่เสมือนประธาน โดยปรากฏในรายงานการประชุมหลายครั้ง ขณะที่อนุกรรมการอีกหลายรายแทบไม่ปรากฏว่ามีการแสดงความเห็น ซักถาม อภิปราย หรือให้ข้อเสนอแนะ ก่อนลงมติ

เปิดรูปแบบประชุม “95% อ่านสำนวน 1% ลงมติ”

ในโพสต์ตอนที่ 2 สมชัยอธิบายถึงรูปแบบการประชุมของอนุวินิจฉัย ซึ่งเริ่มประชุมครั้งแรกวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และครั้งสุดท้ายวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประชุมทุกวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 13.30–16.00 น. ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

สมชัยระบุว่า รูปแบบการประชุมส่วนใหญ่เริ่มจากทีมเลขานุการอนุกรรมการ ซึ่งมีประมาณ 9 คน ผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวนทีละคดี โดยอ่านสรุปสำนวน พร้อมข้อมูลพยานบุคคล เส้นทางการเงิน พยานวัตถุ โพย รูปถ่าย และคลิปบันทึกเสียง จากนั้นจึงนำเสนอความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 และความเห็นเลขาธิการ กกต. ก่อนที่อนุกรรมการจะลงมติ

สมชัยยกตัวอย่างรายงานการประชุมครั้งที่ 12/2569 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง 30 นาที และมีรายงานการประชุม 39 หน้า โดยระบุว่า 38 หน้า หรือร้อยละ 95.62 เป็นวาระเสนอเพื่อพิจารณาต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการนำเสนอเอกสารสำนวนของคณะ 26 ขณะที่มติที่ประชุมปรากฏเพียง 1 บรรทัด

ทวีชี้ “คะแนนศูนย์” ต้องดูควบคู่หลักฐานฮั้วทั้งระบบ

อีกด้านหนึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็น “ฮั้ว ส.ว.” โดยชี้ว่า แม้ กกต. จะระบุว่ามาตรา 96(4) เป็นบทเฉพาะกาลที่สิ้นผลใช้บังคับแล้ว และไม่สามารถนำมาใช้กับการเลือก สว. ปี 2567 โดยตรง แต่ไม่ควรตัดพฤติการณ์ของผู้ไม่เลือกตนเองหรือผู้ได้คะแนนศูนย์ออกจากการตรวจสอบหลักฐานการจ้างและการสมยอมทั้งระบบ

ทวีย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าใครได้คะแนนศูนย์ แต่ต้องตรวจสอบว่ามีการจ้างบุคคลมาสมัครเพื่อส่งคะแนนให้ผู้สมัครที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง ย่อมกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยเสรีและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

พ.ต.อ.ทวียังกล่าวถึงคำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” ซึ่งหมายถึงผู้สมัครที่ยอมสละโอกาสได้รับเลือกของตนเองเพื่อส่งคะแนนให้ผู้อื่น และเห็นว่าหากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดจากการจ้างวานหรือการควบคุมให้ลงคะแนนตามโพย ย่อมต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานอื่น

ยก “โพย-เส้นเงิน-แบบแผนคะแนน” ประกอบภาพใหญ่

พ.ต.อ.ทวีระบุถึงพฤติการณ์ที่ควรนำมาตรวจสอบประกอบกัน ทั้งการกรอกหมายเลขรอบเช้าครบ 10 ช่องตรงกันในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ การลงคะแนนรอบบ่ายแบบเลือกไขว้ และรูปแบบคะแนนที่ทำให้ผู้ได้คะแนนลำดับ 1–6 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 60 คะแนน ขณะที่ลำดับ 7–10 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 28 คะแนน

นอกจากนี้ ยังยกข้อมูลความแตกต่างของจำนวนผู้สมัครและการกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือกในแต่ละจังหวัด โดย 13 จังหวัดมีผู้สมัครระดับอำเภอรวม 14,915 คน และมีผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 78 คน ขณะที่อีก 13 จังหวัดมีผู้สมัครระดับอำเภอรวม 5,162 คน และไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว. แม้แต่คนเดียว

พ.ต.อ.ทวียอมรับว่า ความแตกต่างระหว่างจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจยืนยันการทุจริตได้ เนื่องจาก สว. มาจากกลุ่มอาชีพ ไม่ใช่ผู้แทนจังหวัดโดยตรง แต่เห็นว่าความผิดปกติดังกล่าวควรถูกนำไปตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจัดหาผู้สมัคร เส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ โพยหรือชุดหมายเลข รวมถึงแบบแผนทางคณิตศาสตร์และสถิติของผลคะแนน

จับตา 13 กันยายน ก่อน กกต.ชี้ชะตา 14 กันยายน

สำหรับการเคลื่อนไหวก่อนวันที่ กกต. จะพิจารณาคดีในวันที่ 14 กันยายน พริษฐ์กล่าวว่า รูปแบบการเคลื่อนไหวอาจมีหลากหลาย เนื่องจากเดิมคาดว่า กกต. จะลงมติในวันที่ 31 สิงหาคม แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นวันที่ 14 กันยายน โดยย้ำว่าสาระสำคัญของการเคลื่อนไหวมีความสำคัญกว่ารูปแบบ

ส่วนกรณี iLaw โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw (โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน) นัดหมายประชาชนรวมตัวกันวันที่ 13 กันยายน พริษฐ์ระบุว่า ข้อเรียกร้องสำคัญสอดคล้องกัน คือให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนต่อศาล ขณะที่การตัดสินว่าใครผิดหรือไม่ควรเป็นหน้าที่ของศาล

พร้อมกันนั้น ยังมีการตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของ กกต. โดยพริษฐ์ระบุว่า 4 ใน 7 กกต. มาจากการรับรองโดย สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน จึงเกิดความกังวลว่าอาจมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

พริษฐ์กล่าวว่า หาก กกต. สั่งฟ้องต่อศาล ศาลจะสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางในการพิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยเป็นรายบุคคลได้

เดิมพันอยู่ที่ “มาตรฐานหลักฐาน” และความน่าเชื่อถือของ กกต.

คดีฮั้ว สว. กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อข้อเรียกร้องจากฝ่ายการเมือง ภาคประชาชน และอดีต กกต. มุ่งไปที่คำถามเดียวกันว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏมีน้ำหนักเพียงพอถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” หรือไม่ ขณะที่อีกด้านคือความแตกต่างของผลการพิจารณาระหว่างคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งเห็นมูลผู้เกี่ยวข้อง 229 คน กับคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องผลการพิจารณา

ทำให้การตัดสินใจของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายน ไม่เพียงเป็นการชี้ทิศทางคดี แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. และความเป็นกลางขององค์กรผู้จัดการเลือกตั้งด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์