ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงแนวทางการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ว่า เท่าที่ทราบยังไม่ได้นัดพูดคุยกัน ยังมีเวลา ถ้ามีจังหวะเวลาที่เหมาะสม น่าจะมีการคุยกันว่าแต่ละพรรคมองอย่างไร
“เข้าใจว่าทางผู้ใหญ่ของแต่ละพรรคน่าจะพูดคุยกันนอกรอบบ้างแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติเองก็ต้องมีการประชุมหารือภายในพรรคก่อนว่าจะมีมติอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการโหวตเลือกประธานสภาฯ หรือโหวตเลือกนายกฯ จะต้องเป็นมติพรรค” ธนกร ระบุ
เมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีแนวคิดที่จะส่งชิงประธานสภาฯ หรือไม่ ธนกร ตอบว่า ต้องคุยกันภายในพรรคก่อน ส่วนหากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีโอกาสส่งชื่อชิงประธานสภาฯ จะส่งในนามพรรคร่วมรัฐบาลเพียงคนเดียวหรือไม่นั้น ธนกร มองว่า แต่ละพรรคมีสิทธิเสนอ และในเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนาน หากคุยกันได้แล้วเสนอไปหนึ่งคนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องคุยกันก่อน
“อย่างที่ตนเคยบอก ตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นตำแหน่งที่สำคัญ และประธานสภาฯ ไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคหนึ่งพรรคใด เพราะต้องเป็นกลางในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และยิ่งถ้ารู้กฎหมายยิ่งดีใหญ่ จะได้สามารถควบคุมหรือดูแลการประชุมสภาให้มีความราบรื่น ดังนั้น ไม่ใช่ว่าจะใครก็ได้หรือ ส.ส.ท่านหนึ่งท่านใดจะมาเป็นก็ได้ อยากให้ย้อนดูการโหวตเลือกประธานสภาทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทุกการเลือกตั้ง มีการเลือกที่เหมาะสมเป็นหลัก ต้องมีคุณวุฒิ ต้องมีบารมี สามารถพูดคุยกับทุกพรรคการเมืองได้ และต้องมีความเป็นกลาง ประธานสภาฯจะมาทำหน้าที่แทนพรรคใดพรรคหนึ่งเพื่อที่จะเสนอกฎหมายโน้นนี้นั่น มันไม่น่าใช่” ธนกร ระบุ
เมื่อถามว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติมีโอกาสเสนอชื่อประธานสภาฯ มองไว้บ้างหรือยังใครที่เหมาะสม ธนกร ตอบว่า ถ้าพูดถึงความเหมาะสม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ หลายคนมีความรู้ความสามารถและเป็น ส.ส.ที่มีความอาวุโส เช่น จุติ ไกรฤกษ์ และ วิทยา แก้วภราดัย สองรองหัวหน้าพรรค ที่มีประสบการณ์มากและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมือง
“แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคขนาดเล็ก มีเสียงแค่ 36 เสียง เราก็ต้องประมาณตนทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้ ยกเว้นว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีการพูดคุยกันนอกรอบ และตกลงร่วมกันก็เป็นไปได้ แต่วันนี้ เราต้องประมาณตนก่อนว่าได้เสียงมานิดเดียว แค่ 36 เสียงเราก็ต้องประเมินตนเองด้วย” ธนกร ระบุ
“เข้าใจว่าทางผู้ใหญ่ของแต่ละพรรคน่าจะพูดคุยกันนอกรอบบ้างแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติเองก็ต้องมีการประชุมหารือภายในพรรคก่อนว่าจะมีมติอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการโหวตเลือกประธานสภาฯ หรือโหวตเลือกนายกฯ จะต้องเป็นมติพรรค” ธนกร ระบุ
เมื่อถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ มีแนวคิดที่จะส่งชิงประธานสภาฯ หรือไม่ ธนกร ตอบว่า ต้องคุยกันภายในพรรคก่อน ส่วนหากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีโอกาสส่งชื่อชิงประธานสภาฯ จะส่งในนามพรรคร่วมรัฐบาลเพียงคนเดียวหรือไม่นั้น ธนกร มองว่า แต่ละพรรคมีสิทธิเสนอ และในเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีความสัมพันธ์ที่ดีมายาวนาน หากคุยกันได้แล้วเสนอไปหนึ่งคนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องคุยกันก่อน
“อย่างที่ตนเคยบอก ตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นตำแหน่งที่สำคัญ และประธานสภาฯ ไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคหนึ่งพรรคใด เพราะต้องเป็นกลางในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร และยิ่งถ้ารู้กฎหมายยิ่งดีใหญ่ จะได้สามารถควบคุมหรือดูแลการประชุมสภาให้มีความราบรื่น ดังนั้น ไม่ใช่ว่าจะใครก็ได้หรือ ส.ส.ท่านหนึ่งท่านใดจะมาเป็นก็ได้ อยากให้ย้อนดูการโหวตเลือกประธานสภาทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทุกการเลือกตั้ง มีการเลือกที่เหมาะสมเป็นหลัก ต้องมีคุณวุฒิ ต้องมีบารมี สามารถพูดคุยกับทุกพรรคการเมืองได้ และต้องมีความเป็นกลาง ประธานสภาฯจะมาทำหน้าที่แทนพรรคใดพรรคหนึ่งเพื่อที่จะเสนอกฎหมายโน้นนี้นั่น มันไม่น่าใช่” ธนกร ระบุ
เมื่อถามว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติมีโอกาสเสนอชื่อประธานสภาฯ มองไว้บ้างหรือยังใครที่เหมาะสม ธนกร ตอบว่า ถ้าพูดถึงความเหมาะสม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ หลายคนมีความรู้ความสามารถและเป็น ส.ส.ที่มีความอาวุโส เช่น จุติ ไกรฤกษ์ และ วิทยา แก้วภราดัย สองรองหัวหน้าพรรค ที่มีประสบการณ์มากและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมือง
“แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคขนาดเล็ก มีเสียงแค่ 36 เสียง เราก็ต้องประมาณตนทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้ ยกเว้นว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีการพูดคุยกันนอกรอบ และตกลงร่วมกันก็เป็นไปได้ แต่วันนี้ เราต้องประมาณตนก่อนว่าได้เสียงมานิดเดียว แค่ 36 เสียงเราก็ต้องประเมินตนเองด้วย” ธนกร ระบุ




