‘วีระยุทธ’ ชี้ช่อง ‘ชน ชวน ชิม’ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

29 เม.ย. 2569 - 19:18

  • ‘วีระยุทธ’ ชี้ราคาสินค้าเกษตรไทยตกต่ำทั้งระบบ กระทบทุกภาคส่วน

  • เสนอยุทธศาสตร์ “ชน ชวน ชิม” แก้ตั้งแต่ต้นทางปุ๋ย-ล้ง จนถึงตลาดโลก

  • หวังคืนอำนาจต่อรองให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

‘วีระยุทธ’ ชี้ช่อง ‘ชน ชวน ชิม’ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติ “แก้ปัญหาผลผลิตเกษตรราคาตกต่ำ” ที่เสนอโดยพรรคประชาชน ต่อจากที่ค้างไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคประชาชน ระบุว่าตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำอย่างบูรณาการ คือไม่ว่าจะตัวไหนก็ตกไปหมด ทั้งพืชไร่อย่าง ข้าวเปลือก ผลไม้อย่างมะพร้าว มะม่วง ลำไย ไปจนถึงสัตว์บกอย่างโคนม และสัตว์น้ำอย่างปลานิล ล้วนมีปัญหาทั้งหมด

รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยอมรับว่าการจัดการสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนและไม่ง่าย ต้นทุนก็เพิ่ม ปุ๋ยก็หายากขึ้น ตลาดส่งออกก็แข่งขันเดือด ราคาก็ผันผวน บางส่วนกำหนดได้ หลายส่วนกำหนดไม่ได้ แล้วยังต้องมาเจอสินค้านำเข้า โดยเฉพาะผักจากจีนที่ตีตลาดรุนแรงขึ้นทุกปี แต่จะแก้ปัญหาได้จริงก็ต้องเริ่มจากการตามหาคนหาย เพราะต้องประสานงานกันใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในมือของ “สองบิ๊กสุ” คือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ ขอเสนอกรอบยุทธศาสตร์ “ชน ชวน ชิม” ให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร

  1. “ชน” จุดเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คือรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีสองคน จะต้องกล้าชนกับผู้ผลิตปุ๋ย ซึ่งมีจำนวนอยู่น้อยรายในประเทศไทย แม้จะเปิดให้ประชาชนแจ้งไลน์กระทรวงพาณิชย์ได้เวลาเจอปุ๋ยราคาแพง แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศราคาปุ๋ยสู่สาธารณะว่าราคาที่ถูกควบคุมอยู่เป็นราคาเท่าไหร่กันแน่ อีกเรื่องที่ต้องกล้าชนคือ “ล้งต่างชาติ” ที่เข้ามากินรวบ มากดราคา และมาทำลายมาตรฐานสินค้า ต้องขอความชัดเจนว่าตกลงรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร จะทำล้งกลาง ล้งชุมชน หรือจะใช้แนวทางไหนแก้ปัญหากันแน่ แต่อย่างไรก็ต้องกล้าชนกับต้นตอปัญหา
  2. “ชวน” รัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลภูมิใจไทย ใช้วิธี “บังคับ” เกษตรกรเป็นหลัก ล่าสุดก็บังคับว่าเผาเมื่อไหร่จับเมื่อนั้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนี้ก็จะจับไม่ได้ ต่อให้จับได้ก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ตนเสนอให้ใช้แนวทาง “จูงใจ” เพื่อชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว เช่น การคูปองสนับสนุนการพัฒนาการทำฟาร์มให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP ควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ การจัดเก็บ การขนส่ง เพราะ GAP เป็นใบเบิกทางสู่ตลาดส่งออก

วีระยุทธ กล่าวว่า ถึงรัฐบาลบอกว่ามีการออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แล้ว แต่ชาวนาและชาวประมงทุกวันนี้เป็นหนี้สินดินพอกหางหมูอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากกู้เพิ่ม สถานการณ์แบบนี้ยิ่งต้องอาศัยการชักชวน เช่น การปรับเครื่องจักรกลการเกษตรเก่าเป็นเครื่องใหม่ โดยเฉพาะรถเก็บเกี่ยวและรถไถพรวนดินที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก มาตรการอย่าง “รถเก่าแลกรถใหม่” ต้องมาถึงภาคการเกษตรด้วย ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่คนใช้รถอีวีในเมืองเท่านั้น

หรือถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน ปลูกไม้ยืนต้น เกษตรกรเกือบทั้งหมดในประเทศนี้เป็นหนี้ ธ.ก.ส. อยู่ ถ้าอยากจูงใจก็ควรมีการลดหนี้ พักดอกเบี้ย หรือพักหนี้ ธ.ก.ส. ให้เกษตรกร แต่ขอให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน หรือปลูกไม้ยืนต้น

  1. “ชิม” จะเปิดตลาดใหม่ให้ได้ผล ต้องให้ตลาดนั้นๆ ได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย เพราะเรามีจุดเด่นอยู่ที่รสชาติและความหลากหลาย การรักษาความหลากหลายจะรักษาความยั่งยืนให้กับตลาดสินค้าเกษตรไทย ไม่ผูกติดกับตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว จนเกิดภาวะที่จีนกลายเป็น “ผู้ซื้อรายเดียว” ที่กำหนดราคาและประเภทผลไม้ของไทยได้ สุดท้ายเกษตรกรไทยก็หมดอำนาจต่อรองและหมดความหลากหลายทางสายพันธุ์

วีระยุทธ กล่าวอีกว่า การขยายตลาดต้องทำให้คนรู้จักรสชาติของสินค้าก่อน อย่างเช่น ชาติตะวันตกไม่มีใครรู้จักส้มโอไทย โดยเฉพาะส้มโอขาวน้ำผึ้งที่อร่อยมากแต่คนแทบไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีโอกาสได้ชิมรสชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาด niche ด้วย เช่น โคนมที่กำลังมีปัญหา ถ้าผลักดันไปสู่การทำโยเกิร์ตและไอศกรีมให้ได้ ก็ยังมีตลาดใหม่รองรับอยู่ เหมือนที่กาแฟไทยเริ่มได้รับความนิยมในตลาดโลก ความคราฟต์กับความโฮมเมดคือหัวใจในการแย่งตลาดมูลค่าสูง

ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ให้เริ่มจากความกล้าชน สู้กับผู้ผลิตปุ๋ยและล้งต่างชาติ ต่อด้วยการชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว พร้อมกับหาทางให้ตลาดต่างชาติได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย อย่าจำกัดอยู่ที่การขายสินค้าตัวเดิมๆ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์