ส่อง ‘เวเนฯ’ ย้อนดู ‘ไทย’ ย้อนมรดก ‘สหรัฐฯ’ ยุคสงครามเย็น

6 ม.ค. 2569 - 18:18

  • กรณีเวเนซุเอลา สหรัฐฯ ใช้ "อำนาจแข็ง" บุกจับกุมผู้นำโดยอ้างคดียาเสพติดและหวังผลประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำมัน

  • ต่างจากไทยในยุคสงครามเย็นที่เป็นลักษณะ "จักรวรรดินิยมโดยคำเชิญ" ที่รัฐบาลไทยยินยอมให้ตั้งฐานทัพเพื่อแลกกับความคุ้มครองและงบประมาณช่วยเหลือ

  • การเข้ามาของทหารอเมริกาในไทยไม่ได้เข้ามาทำสงครามอย่างเดียว แต่ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล เปลี่ยนเมืองเล็กๆ อย่างอุดรธานีและพัทยาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกด้วย

ส่อง ‘เวเนฯ’ ย้อนดู ‘ไทย’ ย้อนมรดก ‘สหรัฐฯ’ ยุคสงครามเย็น

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 ที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงข่าวพาดหัวรายวันที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่เป็นการพลิกโฉมหน้ากฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานของรัฐอธิปไตย เมื่อสหรัฐอเมริกาตัดสินใจข้ามเส้นแบ่งระหว่าง "การทูต" และ "สงคราม" ด้วยการส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปในเมืองหลวงของรัฐเอกราชเพื่อชิงตัวผู้นำสูงสุด

การอ้างความชอบธรรมของปฏิบัติการนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลมาดูโรไม่ใช่ "รัฐบาล" แต่เป็น "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยคำฟ้อง (Indictment) ที่ระบุว่ามาดูโรมีส่วนเกี่ยวข้องกับ "Cartel of the Suns" ซึ่งเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเวเนซุเอลา โดยมีการสมคบคิดกับกลุ่มกบฏ FARC ในโคลอมเบียเพื่อส่งออกโคเคนจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน โดยปกติแล้วประมุขแห่งรัฐจะได้รับความคุ้มกันทางการทูต แต่สหรัฐฯ และอีก 50 ประเทศไม่รับรองสถานะประธานาธิบดีของมาดูโรมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2018 และ 2024 ทำให้ในสายตากฎหมายสหรัฐฯ เขาเป็นเพียง "พ่อค้ายา" คนหนึ่ง นักกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่น รัสเซีย จีน บราซิล) มองว่านี่คือการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2 (4) อย่างชัดเจน เนื่องจากการจับกุมผู้นำรัฐในดินแดนของเขาโดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นการใช้กำลังรุกราน

โดนัลด์ ทรัมป์ จาก FB Donald J. Trump.jpg

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะ "บริหาร" เวเนซุเอลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน และระบุว่าปฏิบัติการนี้ "เกี่ยวกับน้ำมันเป็นส่วนใหญ่" โดยสหรัฐฯ จะนำรายได้จากน้ำมันมาเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ สิ่งนี้สร้างความกังวลเรื่อง "ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่" แม้ว่าตลาดหุ้นกลุ่มพลังงานสหรัฐฯ จะตอบรับในเชิงบวกก็ตาม

ย้อนรอยสงครามเย็นไทยภายใต้ปีกพญาอินทรี

หากเวเนซุเอลาคือตัวอย่างของ "อำนาจแข็ง" ที่รุนแรงและฉับพลัน ประเทศไทยในช่วงสงครามเย็นคือกรณีศึกษาของ "อำนาจแบบผสมผสาน" ที่เน้นการแทรกซึมอย่างลึกซึ้งและยาวนาน สหรัฐฯ ไม่ได้เข้ามาเพื่อจับกุม แต่เข้ามาเพื่อ "สร้าง" เพื่อใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน

ภายใต้สนธิสัญญาซีโต (SEATO) และแถลงการณ์ถนัด-รัสค์ (Thanat-Rusk Communiqué 1962) ไทยได้กลายเป็น "เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม"ของสหรัฐฯ การเข้ามาของสหรัฐฯ ในยุคนั้นมาพร้อมกับเม็ดเงินช่วยเหลือมหาศาลและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ในการก่อสร้างฐานทัพและถนน และมีเงินหมุนเวียนจากการใช้จ่ายของทหารจีไออีกกว่า 850 ล้านดอลลาร์

จอมพลถนอมประธานเปิดถนนบริเวณทางหลวงโคราช-หนองคาย ภาพสาธารณสมบัติ.jpg

ถนนมิตรภาพ อนุสาวรีย์คอนกรีตแห่งความมั่นคง

ถนนมิตรภาพ คือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของความร่วมมือนี้ ไม่ใช่เพียงถนนสำหรับการคมนาคม แต่เป็น "ยุทธปัจจัย" ที่สำคัญ ก่อสร้างโดยหน่วยทหารช่างสหรัฐฯ (US Army Corps of Engineers) โดยเฉพาะกองพันทหารช่างก่อสร้างที่ 809 (809th Engineer Battalion) ร่วมกับกรมทางหลวงแผ่นดิน

วัตถุประสงค์ซ่อนเร้นของการก่อสร้างคือการ สร้างถนนเพื่อส่งกำลังบำรุง เชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกที่สัตหีบและกรุงเทพฯ ไปยังฐานทัพอากาศในภาคอีสาน (โคราช, อุดรธานี, อุบลราชธานี) ลำเลียงระเบิดและน้ำมันไปถล่มเวียดนามและลาว หากมองบริบทของพื้นที่ภาคอีสานในขณะนั้นซึ่งยังทุรกันดารและเสี่ยงต่อการถูกแทรกซึมจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ถนนสายนี้ช่วยให้รัฐบาลไทยส่งทหารและตำรวจเข้าไปควบคุมพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น เปลี่ยนโฉมหน้าการขนส่งของไทยไปตลอดกาลด้วยมาตรฐานลาดยางสากลสายแรก

ฐานทัพสหรัฐฯ รัฐซ้อนรัฐในแดนอีสาน

สหรัฐฯ ได้กระจายกำลังตั้งฐานทัพทั่วประเทศไทย โดยแต่ละแห่งมีภารกิจเฉพาะเจาะจงที่ส่งผลต่อชุมชนอย่างมหาศาลไม่ว่าจะเป็นการสร้าง

ฐานบินนครพนม ภาพสาธารณสมบัติ.jpg

ฐานทัพอู่ตะเภา จ.ระยอง : ฐานบินเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 สำหรับปฏิบัติการ "Arc Light"

ค่ายรามสูร จ.อุดรธานี : ศูนย์บัญชาการ CIA และสถานีวิทยุดักฟังข้อมูล ซึ่งต่อมาทำให้เกิดเศรษฐกิจ "เมียเช่า" และความเฟื่องฟูจากการพักผ่อนของทหาร (R&R)

ปฏิบัติการจิตวิทยาและเศรษฐกิจจีไอ

นอกจากการทหาร สหรัฐฯ ใช้ "อำนาจอ่อน" ผ่านหน่วยงานอย่าง USOM เพื่อชนะใจประชาชน เช่น การสนับสนุนงบประมาณและ DDT เพื่อกวาดล้าง โรคมาลาเรีย เพื่อให้ประชากรแข็งแรงพอที่จะเป็นแรงงานและต่อต้านคอมมิวนิสต์ รวมถึงการที่กองพันทหารช่างที่ 809 สร้างโรงเรียนและขุดบ่อน้ำในพื้นที่ห่างไกล

การหลั่งไหลของทหารกว่า 40,000 นาย เปลี่ยนอุดรธานีจากเมืองเล็กๆ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนพัทยาจากหมู่บ้านชาวประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก แต่ก็ตามมาด้วยบาดแผลทางสังคม ทั้งปัญหา "เมียเช่า" และ "ลูกครึ่ง" ที่ถูกทอดทิ้งหลังสหรัฐฯ ถอนกำลัง

พัทยา ภาพสาธารณสมบัติ.jpg

อธิปไตยที่ได้จาก “การเชิญ” vs “การชิง”

อิทธิพลของสหรัฐฯ ในไทยเป็นรูปแบบ "จักรวรรดินิยมโดยคำเชิญ" ที่รัฐบาลไทยเต็มใจแลกอธิปไตยบางส่วนกับความคุ้มครองและเม็ดเงินพัฒนา จนเกิดเป็นสินทรัพย์อย่างถนนและสนามบินที่ยังใช้ประโยชน์ได้ถึงปัจจุบัน ขณะที่สถานการณ์ในเวเนซุเอลาเป็น "จักรวรรดินิยมโดยการบังคับ" ที่เน้นการสกัดทรัพยากร (น้ำมัน) และการใช้กุญแจมือสยบผู้นำฝ่ายตรงข้าม

ประวัติศาสตร์ไทยสอนว่า อิทธิพลที่ยั่งยืนเกิดจาก "คอนกรีตที่เทลงบนพื้นดิน" และการยกระดับคุณภาพชีวิต หากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาจบลงเพียงการจับกุมโดยไม่ "สร้าง" เหมือนที่เคยทำในไทย ชัยชนะครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายครั้งใหม่ก็เป็นได้

แล ‘เวเนฯ’ ย้อนมอง ‘ไทย’-5.jpg

แหล่งอ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์